TDRI จี้รัฐแก้วิกฤติว่างงาน คาดอีก 2 ปี จ้างงานยังไม่ฟื้น

“ทีดีอาร์ไอ”แนะรัฐเตรียมแผนรับมือวิกฤติว่างงาน ช่วยวัยแรงงานให้ดำรงชีวิตได้ ประเมินจำนวนผู้ตกงานปีนี้ 3.5-4.0 ล้านคน คาดปี 64-65 ภาวะการจ้างงานยังไม่ฟื้น เสนออุ้มมนุษย์เงินเดือน-เด็กจบใหม่เพิ่มทักษะ สร้างปัจจัยหนุนกลับสู่ภาคเกษตร

สถานการณ์แรงงานและภาวะการว่างงานในประเทศไทยถือว่าน่าเป็นห่วงเนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ว่างงานยังอยู่ในระดับสูงกว่าสถานการณ์ปกติ และจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ล่าช้าทำให้มีแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่อาจกลายเป็นผู้ว่างงานมากขึ้น 

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยกับ  “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อแรงงานในประเทศมีมาตั้งแต่ในช่วงที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการออกคำสั่งงดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร 

รวมถึงการค้าและบริการที่ชะลอตัวในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.2563 ซึ่งขณะนั้นเป็นห่วงว่าจะมีผู้ว่างงานเป็นจำนวนมากทำให้มีการประมาณการว่าผู้ที่มีความเสี่ยงจะตกงานอาจสูงถึง 8 ล้านคน

รวมทั้ง หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ตั้งแต่ระยะที่ 3-4 เป็นต้นมา รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศทำให้เริ่มมีการกลับมาจ้างงานมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งทำให้แรงงานกลับไปทำงานตามสถานประกอบการที่เปิดให้บริการอีกครั้ง 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประเมินว่าในสถานการณ์ปัจจุบันจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงในการตกงานจากผลกระทบโควิด-19 จะลดลงจาก 8 ล้านคนเหลือ 6 ล้านคน โดยแรงงานที่กลับเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการที่เปิดทำการอีกครั้งจะอยู่ที่ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในช่วงภาคท่องเที่ยวและบริการ ในขณะที่บางตำแหน่งงานในภาคบริการก็ไม่ได้เรียกกลับไปทำงานอีกครั้ง โดยระยะแรกที่เริ่มมีการท่องเที่ยวในประเทศคาดว่าจำนวนคนที่เรียกกลับไปทำงานอาจอยู่ที่ 5-6 แสนรายหรือประมาณ 20-30% ของจำนวนแรงงานที่หยุดงานไปก่อนหน้านี้

นายยงยุทธ กล่าวว่า จำนวนของผู้ที่มีความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจประเมิน 6 ล้านคนในปี 2563 ในจำนวนนี้เห็นว่ามีแรงงานประมาณ 3 ล้านคน ที่ยังมีสภาพการจ้างงานแต่มีชั่วโมงการทำงานลดเหลือเพียง 0-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ซึ่งในภาคบริการรวมทั้งสาขาท่องเที่ยวก็ยังมีความเสี่ยงของการว่างงาน เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวยังซบเซาจากผลกระทบโควิิด-19 ทำให้การเดินทางของชาวต่างชาติมายังไทยยังทำไม่ได้ รวมถึง Travel Bubble ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีการแพร่ระบาดหลายประเทศในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจภาวะการว่างงานในไตรมาส 1 อยู่ที่ประมาณ 3.9 แสนคน หรือ 1.03% ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ (37.4 ล้านคน) ซึ่งเป็นภาวะปกติ แต่ช่วงไตรมาส 2 ผลการสำรวจพบผู้ว่างานเพิ่มเป็น 7.4 แสนคน หรือ 1.95% ของแรงงานทั้งประเทศ (37.1 ล้านคน) ดังนั้น เมื่อรวมผู้กลับเข้าไปสู่ระบบแรงงานไม่ได้แล้วประเมินว่ามีผู้เสี่ยงตกงานอาจอยู่ที่ 3.5-4.0 ล้านคน หรือใกล้เคียงสัดส่วน 10% ของแรงงานทั้งระบบ

ส่วนปี 2564-2565 โอกาสของการว่างงานยังอยู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2563 เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เร็วนัก แต่ความเสี่ยงจากการว่างงานจะลดลงจากจำนวนสูงสุด 4 ล้านคนเหลือ 3.6 ล้านคนในปี 2564 และลดลงเหลือ 3.2 ล้านคนในปี 2565 หรืออยู่ที่ประมาณ 6-7% ของกำลังแรงงานทั้งระบบ การดูดซับแรงงานจะเข้าสู่ระบบไม่สามารถทำได้รวดเร็วนักเนื่องจากหลายภาคส่วนเศรษฐกิจยังต้องอาศัยเวลาฟื้นตัว

“ในช่วง 2-3 ปี นับจากนี้ภาวะการจ้างงานยังมีความเสี่ยงของการตกงานเพราะจีดีพีในปี 2563 จะติดลบ 9-10% และจะฟื้นตัวได้ช้าซึ่งต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ 8% แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังปี 2540 ค่อนข้างเร็ว ซึ่งทำให้การจ้างงานกลับมาเป็นปกติได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลทั่วโลกและทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ยาก รวมทั้งการลงทุนและการบริโภคเอกชนชะลอแทบทั้งหมดในขณะที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวและภาพรวมของตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นเช่นกัน​”นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวว่า สถานการณ์การจ้างงานลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้น 3 ปี ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐให้การรับมือสถานการณ์แรงงาน คือ 

1.ทำอย่างไรให้กลุ่มวัยแรงงานสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ในภาวะที่ภาคการส่งออกภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยภาคเกษตรรองรับแรงงานได้แค่บางส่วน ขณะที่แรงงานเข้าสู่บริการบางอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซึี่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบดิจิทัล เช่น บริการขนส่งอาหารผ่านทางช่องทางเดลิเวอรี่ มากกว่าที่จะกลับไปสู่ภาคเกษตรในชนบท

2.แรงงานที่จะกลับไปสู่ภาคเกษตร โจทย์ของรัฐบาลก็คืิอต้องทำสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นให้เหมาะสมกับการทำเกษตร เช่น การมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในการทำเกษตรซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเกษตรทุกระดับ

3.มนุษย์เงินเดือนต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐ เพื่อจ้างเรียนหรือฝึกอบรม เพื่อปรับความสามารถและสร้างทักษะใหม่ 

4.นักศึกษาที่ใกล้จะจบการศึกษาหรือจบการศึกษาแล้วแต่ยังว่างงาน ต้องมีการฝึกอบรมสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับแรงงานในอนาคต 

5.ผ่อนปรนแนวทางการใช้เงินในกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้ง่าย โดยมีการจูงใจโดยยกเว้นดอกเบี้ยโดยเป็นการฝึกอบรมให้มีความรู้เรื่องดิจิทัลหรืออบรมเรื่องภาษามากขึ้นเพื่อยกระดับทักษะแรงงานลงไปถึงระดับชุมชน เพื่อให้เป็นการเติมองค์ความรู้ให้ยกระดับทักษะของแรงงานให้มีความรู้ด้านเหล่านี้มากขึ้น

Related posts