‘ช้อปดีมีคืน’ ดัน GDP 0.3% นายกฯ สั่งรัฐ-เอกชนเร่งโปรโมท

คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 ต.ค.2563 เห็นชอบมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 รวมกับมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ที่เสนอ ครม.พิจารณาประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร 1 ฉบับ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึงส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่นและการอ่าน 

โครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 3.7 ล้านคน โดยกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการสำหรับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.2563 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563

สำหรับหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการได้กำหนดให้ผู้มีเงินได้ต้องไม่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามมติ ครม.วันที่ 29 ก.ย.2563 โดยสินค้าและค่าบริการที่เข้าร่วมจะไม่รวมถึง 7 รายการ ดังนี้

1.ค่าสุรา เบียร์ และไวน์ 2.ค่ายาสูบ 3.ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ 4.ค่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ 

5.ค่าหนังสือพิมพ์และนิตยสารและค่าบริการหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

6.ค่าบริการจัดนำเที่ยวที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ 7.ค่าที่พักในโรงแรมที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

160251157162

ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีเต็มรูป ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการดังต่อไปนี้จะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้

1.ค่าซื้อหนังสือและค่าบริการหนังสือในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 

2.ค่าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน

กระทรวงการคลัง ประเมินว่าจากฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2561 คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ 3.7 ล้านคน ซึ่งจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 14,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศช่วงปลายปี 2563 ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 111,000 ล้านบาท ช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.30% 

ในขณะเดียวกันจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่วนหนึ่งจากการหักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการของผู้มีเงินได้ แต่จะกระตุ้นการบริโภคในประเทศที่จะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายฐานภาษี และส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทุกหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์มาตรการเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับภาคประชาชนมากขึ้น

Related posts