“เอสเธอร์” เล่าไปยิ้มไป ทุ่มซื้อต้นไม้เดือนเดียวหมด 5 ล้าน รักหวาน “เคน” อยากแต่งงานแล้ว

เป็นนางเอกสาวที่เติบโตมาในวงการบันเทิงพร้อมกับฝีมือครบครันกลายเป็นขวัญใจแฟนๆ มานาน สำหรับนางเอกสาวคนสวย เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ที่รับมาแล้วแทบทุกบททั้งสาวใสๆ วัยรุ่นชอบ ไปจนถึงนางเอกเจ้าน้ำตาร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งแต่ละผลงานก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ไม่น้อย และล่าสุด สาวเอสเธอร์ มากับบทสุดหิน “อลิศรา” จากละครดราม่าจัดหนัก “วิมานทราย” ประกบพระเอกหนุ่ม เจษ เจษฎ์พิพัฒ ออนแอร์ทางช่อง one31 ไม่กี่ตอนก็ได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม แต่ละคนเกาะขอบจอรอชมกันไม่คลาดสายตา 

งานนี้  จึงต้องขอพาตัวสาวเอสเธอร์มานั่งพูดคุยกันถึงละครเรื่องนี้ และพลาดไม่ได้กับการพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตในฐานะเจ้าของกิจการทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร และที่ปังสุดๆ คือ ธุรกิจต้นไม้ที่ร่วมทำกับหวานในหนุ่ม เคน ภูภูมิ ว่าเป็นยังไงบ้าง พร้อมทั้งอัปเดตหัวใจที่สาวเอสเธอร์บอกตรงนี้เลยว่า “พร้อมแต่งงานแล้วนะจ๊ะ”

เป็นยังไงบ้างกับเรื่อง “วิมานทราย” เห็นว่าดราม่ามาก เล่าให้เราฟังหน่อย?

“ดราม่านหนักมากค่ะ เป็นชีวิตของผู้หญิงคนนึงที่เล่าเรื่องตั้งแต่สมัยเรียนว่าเจออะไรมาบ้าง มันก็จะผ่านเวลาที่โตขึ้น มีพัฒนาการของตัวละครที่ชัดเจน เรียกว่าเป็นละครที่เข้มข้น สนุกและน่าติดตามค่ะ”

“ในเรื่องรับบทเป็น “อลิศรา” เป็นช่างวาดภาพ จะออกแนวโบฮีเมียนหน่อยๆ มีความบอยๆ มีเพื่อนผู้ชายเยอะ ค่อนข้างทะมัดมะแมง และไปตกหลุมรักกับพระเอกก็คือ “ภาณิน” แต่ดันมีเหตุการณ์ทำให้พระเอกเข้าใจผิด เรื่องก็เลยกลับตาลปัตร เขาเลยกลายเป็นว่าไม่ชอบเรา เกลียดเราค่ะ”

ตอนรับบทมาเราเห็นความท้าทายอะไรในตัวละครนี้บ้าง?

“เอสเธอร์ว่ามันเป็นบทที่ท้าทายมากนะคะ ด้วยความที่คาแร็กเตอร์ของตัวละครเป็นผู้หญิงบอยๆ ทะมัดทะแมง รวมทั้งการแต่งตัวแบบนี้เราไม่เคยรับบทแบบนี้มาก่อน เป็นคาแร็กเตอร์ที่ฉีกจากที่เคยเล่นๆ มา”

“เรื่องความดราม่าในเรื่องก็เป็นอะไรที่หนักใจเหมือนกัน มันค่อนข้างเครียด เวลาเข้าฉากกับพระเอกทีไรมันคือการฟาดฟันอารมณ์ใส่กันตลอด แต่มันยากที่ว่าเราจะเล่นยังไงให้คนดูรู้ว่าเราไม่ได้เกลียดกันจริงๆ ภายใต้คำด่า ภายใต้สิ่งที่แสดงออกว่าเกลียดกันแต่จริงๆ ทั้งคู่ยังรักกันอยู่เป็นจุดที่รู้สึกว่ามันยากมากค่ะ”

เอสเธอร์

มาเจอกับ “เจษ เจษฎ์พิพัฒ” เต็มๆ เรื่องแรก ร่วมงานกันเป็นยังไงบ้าง?

“ดีค่ะ เคยเจอพี่เจษเรื่องแรกเมื่อ 5-6 ปีแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้ร่วมงานกันแบบเต็มตัว แต่ตอนนี้มาเจอกันเต็มๆ ก็ดีที่ได้ร่วมงานกับพี่เจษเพราะคาแร็กเตอร์พระเอกคือเหมาะกับพี่เขามากๆ พอเรามาเข้าฉากกันเป็นอะไรที่ทำงานง่ายมากๆ ไม่ได้ต้องมาเรียนรู้กันใหม่”

โดนเขาเกรี้ยวกราดใส่หนักเลยใช่ไหม?

“โห! เยอะแยะเลยค่ะ ไม่ว่าจะผลัก กระชาก คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ เขาก็ไม่ยั้งเลย ไม่ยั้งเลยจริงๆ”

ในเรื่องจะได้เห็นบทบาทที่เอสเธอร์ไม่เคยเล่นมาก่อนด้วย?

“ใช่ค่ะ เรื่องนี้จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ตอนเด็กๆ ก็จะเป็นวัยเรียน เป็นรักใสๆ เวลาผ่านไปตัวละครก็โตขึ้นที่สำคัญเรื่องนี้มีลูกด้วย ไม่เคยรับบทแม่ที่ลูกโตแล้วสามารถสื่อสารกับเราได้มาก่อนเลย ก็จะได้เห็นเอสเธอร์ในพาร์ทของความเป็นแม่ ที่อยากจะได้อยู่กับลูก จะมีความยากตรงนั้น ก็หวังว่าคนดูจะเชื่อนะว่าเรามีความรู้สึกของคนเป็นแม่จริงๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นเป็นแม่เต็มตัวเลย เรื่องอื่นจะแค่มีลูกแต่ลูกยังไม่คลอด บางเรื่องลูกก็ยังเป็นเบบี๋ทารกบ้าง แต่เรื่องนี้ลูกต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเราเยอะมากค่ะ”

การถ่ายทำเครียดเหมือนเนื้อเรื่องไหม?

“การถ่ายทำสนุกสนานมากเลยค่ะ ต่างจากมู้ดของเรื่องมาก ร่วมงานกับนักแสดง กับทีมงานทุกคนเราสนุกกันมาก ทำให้อยากมาทำงานทุกวันเลย พี่ๆ ทุกคนน่ารักกันมาก”

คาดหวังกับผลงานชิ้นนี้ของเราไว้ยังไง?

“หวังว่าอยากให้แฟนๆ ได้ชมกัน เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจทำงานกันมากๆ เป็นบทที่ยากและท้าทายมากๆ อยากให้ผู้ชมคอยลุ้นคอยเชียร์ไปพร้อมๆ พวกเราค่ะ”

เอสเธอร์

อัปเดตชีวิตกันบ้าง ตอนนี้กลับมาทำงานเต็มตารางหรือยัง?

“เริ่มกลับมาทำงานแบบเต็มรูปแบบแล้วค่ะ นอกจากวิมานทราย ยังไม่มีเรื่องอื่น จะมีอีกทีปีหน้าเลย อยู่ในช่วงรอบทอยู่ ยังไม่ได้เห็นบทที่ชัดเจนค่ะ”

ธุรกิจของเราก็ประสบปัญหาช่วงโควิด-19 แบบเต็มๆ เหมือนกัน ตอนนี้ดีขึ้นไหม?

“ธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารเปิดปกติแล้วค่ะ แล้วก็ต้นไม้ตอนนี้ทำมาได้ประมาณ 2 ปีแล้วเวลาผ่านไปไวมากค่ะ”

เป็นยังไงบ้างกับชีวิตนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ?

“เป็นอะไรที่แปลกใหม่นะคะ เป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้ไปกับมัน ไม่คิดว่าอย่างร้านอาหารเราเปิดช่วงที่โควิดมาพอดีแล้วใครจะไปคิดว่าร้านเราเพิ่งเปิดแล้วต้องปิดทันทีที่โควิดมา จนตอนนี้ครบปีนึงแล้วร้านยังไม่ทำกำไรเลยนะค (หัวเราะ) แต่เราก็ยังใจสู้ค่ะ เราต้องทุ่มเทและสู้ไปจนถึงที่สุด ต้องเชื่อว่าสถานการณ์มันต้องกลับมาดีขึ้นค่ะ”

แอบใจแป๊วหรือนอยด์บ้างไหม?

“มีค่ะ มีตลอด มีมาเป็นห้วงๆ แต่พอมาทีไรเราก็คิดว่า เอ้อ! มันจะต้องดีขึ้น เรายังไม่ได้เปิดขายแบบเต็มที่เลย ถ้าไม่มีโควิดแล้วอาจจะมีลูกค้าเข้ามา คนอาจจะกล้าออกมาใช้ชีวิตมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องกังวลอะไร เราก็จะให้กำลังใจตัวเอง คนในครอบครัวก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันค่ะ”

ตอนที่ต้องปิดร้านไปเราตกใจ ทำอะไรไม่ถูกบ้างไหม?

“มันน่าจะเป็นแบบว่าตกใจมากกว่า ไม่คิดว่าเราจะมาถึงจุดนี้จริงๆ ที่ทุกอย่างต้องปิดหมดเพราะว่าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ในชีวิต เราตกใจในครั้งแรก แต่พอมันมีครั้งที่สองครั้งที่สามเราก็จะแบบเอาเลยค่ะ จะปิดก็ปิดค่ะ เอาเลยค่ะ มันก็จะเป็นความเคยชินที่เราก็ต้องปรับอยู่กับมันให้ได้ค่ะ ปรับตัวไปตามสถานการณ์มีท้อแต่ว่ายังไม่ถอดใจค่ะ”

มาพูดเรื่องธุรกิจต้นไม้บ้าง ร่วมทำกับ “เคน ภูภูมิ” แบบเต็มตัวเลยใช่ไหม?

“ใช่ค่ะ ก็ไม่คิดว่าจะเติบโตได้ไวขนาดนี้ เพราะว่าเริ่มต้นจากตอนแรกเราเริ่มจากโควิดที่ว่าเราไม่มีอะไรทำ เราก็เลยเริ่มเลี้ยง เลี้ยงเพราะไม่มีอะไรทำเลยเลี้ยงต้นไม้ ไปๆ มาๆ ตอนนี้กลายเป็นเราสามารถเพาะ สามารถขายได้เอง มันก็เป็นอะไรที่ใหม่ดี แล้วก็ดีเลยค่ะ”

เคนเป็นคนเริ่มเลี้ยงก่อนเหรอ?

“ไม่ค่ะ เริ่มที่หนูค่ะ โม้อีกแล้ว (หัวเราะ) คือมันเริ่มจากโควิดอย่างที่บอกมันไม่มีอะไรทำ ก็ชวนพี่เคนนี่แหละไปดูต้นไม้ที่คลอง15 ตอนแรกพี่เคนก็เหมือนว่า ไม่อยากไป ขี้เกียจไปจังเลย ก็เลยต้องบังคับไป พอบังคับไปพี่เคนก็เริ่มซึมซับ ซื้อต้นไม้กลับมาเลี้ยงก็เริ่มมีความชอบ พอไปเปิดดูสวนของฝรั่งก็เห็นว่ามันเติบโต มีต้นไม้อีกเยอะในโลกนี้ที่เรายังไม่เคยสัมผัสและบางต้นมันสวยมากค่ะ ก็เลยเป็นความชอบโดยที่ไม่รู้ตัว จนตอนนี้พี่เคนรักต้นไม้มากๆ ค่ะ”

จากความชอบที่กลายมาเป็นธุรกิจ มันเครียดขึ้นไหม?

“คือหนูไม่ซีเรียส แต่พี่เคนน่ะ (หัวเราะ) ตอนแรกมันก็เริ่มจากความชอบ พอชอบเสร็จปุ๊บพอมันเริ่มมาเป็นธุรกิจมันก็จะมีในเรื่องของการลงทุน พอทีนี้เราลงทุนเยอะ เราก็ควรจะมีกำไรตอบแทนกลับมา แล้วถ้ากำไรมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เราลงทุนไปอันนั้นแหละมันก็จะเริ่มเครียด แล้วก็จะมีแบบว่าบางต้นราคาสูงมากมันอยากได้ แต่ก็ยังไม่ควรลงทุนตอนนี้อะไรอย่างงี้ก็มีบ้าง”

เคยลงทุนกับต้นไปมากที่สุดเท่าไหร่?

“โห! ลงทุนมากที่สุดเหรอคะ น่าจะเป็นเดือนเดียวซื้อไป 4-5 ล้าน อะไรแบบนี้ค่ะ ซื้อแต่ต้นไม้แล้วบางต้นเล็กๆ แล้วก็ตาย เรายังไม่ทันได้ขายแต่ต้นทุนเราหายไปแล้ว

แล้วเคยขายต้นไม้ได้แพงสุดเท่าไหร่?

“ขายได้แพงสุดเหรอเหรอคะ มันแล้วแต่ต้นไม้ค่ะ บางต้นก็มีหลักแสน ห้าแสน อะไรอย่างงี้ก็มี มันแล้วแต่สายพันธุ์ แล้วแต่ขนาด ลาย ของมันด้วย”

เคน-เอสเธอร์

 เคน ภูภูม จากคนที่ไม่เคยสนใจต้นไม้ วันนี้เต็มตัวกับธุรกิจสายนี้ เขาลงทุนลงแรงแค่ไหน?

“โห! พี่เคนลงทุนทั้งแรงใจและแรงกาย (หัวเราะ) กับต้นไม้มากๆ เพราะว่าเหมือนเราต้องรู้จักต้นไม่ทุกต้น ต้นไม้แต่ละต้น สายพันธุ์บางต้นวิธีการเลี้ยงก็แตกต่างกัน บางต้นชอบอยู่ในสภาพที่ชื้นๆ แต่แดดร้อยเปอร์เซ็นต์ อะไรประมาณนี้มันก็จะมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ วิธีการตัดต้นไม้ วิธีการอบ พี่เคนก็อบแล้วก็ตายไปหลายต้น ต้องเรียนรู้ไปกับมัน พี่เคนก็เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์มาก่อน เราก็ศึกษาจากเขา ดูวิธีการเลี้ยง วิธีการเพาะของเขา เราก็จะเป็นคนที่อยู่ในแอร์  ช่วยยกต้นไม้บ้างถ้าเราว่าง เขาดูแลต้นไม้ เราก็ดูแลเขาอีกที (ยิ้ม)”

คิดวางแผนกันไว้ไกลแค่ไหญ่สำหรับธุรกิจนี้?

“ใจหนูอยากได้เพาะแบบเป็นสวนใหญ่เลย หรือเป็นไม้จำนวนอะไรอย่างงี้ค่ะ แบบเราขายไม้จำนวนเอาอะไรแบบนี้ จริงจังค่ะ เพราะพี่เคนเขาชอบ เขารักแล้วเขาตั้งใจกับมันจริงๆ เขาอยากให้มันเห็นผลไปถึงเป้าหมาย แต่ก็ไม่ได้ทิ้งงานในวงการนะคะ พี่เคนก็มีถ่ายละครอยู่เหมือนกัน เหมือนเราก็ต้องแบ่งครึ่งๆ ทำงานในวงการด้วยแล้วก็ไม่ได้ทิ้งต้นไม้ด้วย”

ความรักล่ะ ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง?

“ก็เรียกได้ว่าเหมือนเป็นคนในครอบครัวไปแล้วค่ะ ด้วยความที่คบกันมานานรู้จักกันมานานเลยเป็นความผูกพัน เหมือนคนสนิทในครอบครัว รู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ ทำอะไรทำด้วยกันหมดเลย ตอนนี้คบกันมา 6 ปี กำลังจะเข้าปีที่ 7 ค่ะ นานค่ะ นาน”

ยังมีเรื่องงอนกันอยู่หรือเปล่า?

“มีค่ะ มี ส่วนมากก็จะงอนแบบไม่ค่อยเข้าเรื่อง งอนเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อย่างเรื่องต้นไม้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรางอนได้ เหมือนเขาสนใจต้นไม้เยอะกว่าอยู่ช่วงนึง เราก็รู้สึกว่าทำไมเขาเปลี่ยนไปนะ ก็เลยเกิดเหตุการณ์ที่หนูซ่อนรูปเพื่อหวังจะให้เขารู้ แต่ไม่รู้ค่ะ ต้องเรียกมาจับเข่าคุยกัน เขาก็เริ่ม อ๋อๆ โอเค รู้แล้วก็เราปรับเข้าหากัน มาเจอกันคนละครึ่งทาง เป็นเหมือนแค่ความไม่เข้าใจ ความงอนกัน พอมันได้คุยได้พูดความในใจมันก็หายแล้ว”

“คนสองคนนิสัยไม่ได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะฉะนั้นเราก็ต้องศึกษาเขาในทุกๆ วัน ศึกษาเขาในช่วงชีวิต ช่วงนี้ทัศนคติโตขึ้น เขาก็ดูดีขึ้นในเรื่องนี้นะ เราเองก็เหมือนกัน เหมือนเราก็โตขึ้น เขาก็จะงงว่าทำไมเราเปลี่ยนไปนิดนึงอะไรอย่างงี้

อยากแต่งงานหรือยัง?

“ใจหนูเหรอคะ จริงๆ ก็อยากแต่งนะคะ แต่ว่าอาจจะด้วยหลายๆ อย่างยังไม่พร้อม ธุรกิจเราก็อยากให้มันลงตัว เราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าถึงตอนนั้นมันจะเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีค่ะ

เคนเริ่มพูดเรื่องแต่งงานหรือยัง?

“ไม่ได้คุยกันจริงจังค่ะ แต่ว่าก็คุยกันเล่นๆ พอคุยกันเล่นๆ เราก็รู้สึกว่าเป้าหมายของเรามันตรงกันนะ”

คนนี้คือคนที่ใช่สำหรับเราแล้ว?

“ใช่ค่ะ อยากจะใช้ชีวิตกับคนนี้ไปตลอดชีวิตค่ะ”

เคน-เอสเธอร์

อะไรในตัวเขาที่ทำให้เรามั่นใจและอยากใช้ชีวิตร่วมกัน?

“อืม..มั่นใจเหรอคะ ถ้าสำหรับหนู หนูจะรู้สึกว่าด้วยความที่เราศึกษาซึ่งกันและกัน เรียนรู้กันมา ระยะเวลาในการคบกันมันก็นานแล้ว อย่างที่บอกเขาเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเราแล้ว ใจเรามันก็เหมือนแบบ มันก็ต้องคนนี้แล้วแหละ เพราะเราก็รู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับเขา เหมือนทุกอย่างมันคือความเคยชิน และเราเป็นคนชอบความเคยชินนี้มาก เราไม่ชอบอะไรที่ต้องศึกษาใหม่ เราพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับเขาแล้วก็แก้ไปกับเขา ก็เลยคิดว่าต้องคนนี้แล้วแหละW

“จริงๆ ก็ไม่รู้นะคะว่าจะคบกันได้ยาวถึงทุกวันนี้ แต่เพราะกอย่างมันปล่อยไปตามจังหวะธรรมชาติ เราค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ค่อยๆ ผ่าน ปีนึง สองปี สามปี ค่ะ”

ถ้าเขาขอแต่งงานเมื่อไหร่เราก็พร้อมแล้ว?

 “หนูก็อยากแล้วนะคะ แต่ว่าอยากให้พร้อม ถ้าพี่เขาพร้อมหนูก็พร้อมค่ะ” (ยิ้มหวาน)

เอสเธอร์ปิดท้าย ด้วยคำตอบชวนยิ้ม ไม่รู้ว่าหนุ่มเคนเห็นแล้วจะว่ายังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆ แฟนๆ รอยินดีกันแล้วจ้า

Related posts