“เหลือเฟือ” เคลียร์ใจพร้อม “น้องหยก” อดีตตลกเด็ก หลังอาหลานไม่ได้เจอ 16 ปี

ครั้งแรกในรอบ 16 ปี เหลือเฟือ มกจ๊ก ขอเจอหลาน น้องหยก อดีตตลกเด็กดาวรุ่ง หลังขาดการติดต่อมานานกว่า 16 ปี พร้อมเปิดชีวิตสุดรันทดของ น้องหยก ตอนนี้อายุ 25 ปีแล้ว แต่ชีวิตที่ผ่านมาสุดแสนลำบาก ต้องย้ายบ้านถึง 10 ครั้ง ทั้งเกือบโดนข่มขืน แถมยังหลงผิด ติดยาเสพติดอีกด้วย โดยทั้งคู่มาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และใบเฟิร์น พัสกร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ช่วงโควิดเป็นยังไง โอเคไหม?

เหลือเฟือ : “ก็เหมือนกันทั่วไป” 

อาเหลือจะมีตลกคู่บุญเหมือนกัน คือน้องหยก?

เหลือเฟือ : “ยุคนั้นเลย”

ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง?

เหลือเฟือ : “โดนว่าเกาะเด็กกิน มันมีกรณีแบบนี้ด้วย ตอนนั้นก็จะมีพี่รงค์เกาะน้องพีกิน  เหลือเฟือเกาะน้องหยกกิน ช่วงนั้นข่าวอันไหนมันขายได้เขาก็ขายกันไป เรื่องงานก็ดี” 

ถ้าดีทำไมถึงมีวันนี้เกิดขึ้น ไม่ได้คุยกับหลานมา 16 ปี?

เหลือเฟือ : “อาจจะเป็นเพราะลูกหลานเราเยอะ แล้วเราคิดว่ามันสบายดีอยู่ ด้วยลูกน้องเราก็เรา เราก็ต้องมีภาระดูแลคนอื่นหลายๆ คน ลูกหลานเราก็มีหลายคน แล้วพอมานึกถึงหยกอีกที คนนี้น่าจะสบายดีมันถึงไม่ได้โทรหาเรา”

มีแว้บๆ นึกถึงบ้างไหม ว่ามันจะไปอยู่ไหน ทำอะไร?

เหลือเฟือ : “มีคนถาม อย่างเราไปมีคนถามพี่เหลือ น้องหยกเป็นไงบ้าง เจอยัง บางทีเราก็กระอึกกระอักเหมือนกันตรงที่ว่าเราตอบไม่ถูก มันเป็นไงวะ อยู่ยังไง บางทีก็ได้แต่ถามลูกน้อง บางทีลูกน้องเราอาจจะเจอน้องหยกมากกว่าเรา เราเจอแว๊บๆ ตั้งแต่วันที่พ่อพี่เสีย หลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นในงานคนมันเยอะมาก เห็นหน้ามันแว๊บๆ ผ่านๆ ทุกวันนี้ยังจำไม่ได้เลย ผมกล้าพูดเลยว่า วันนี้ทีมงานบอกให้มาออกกับน้องหยก พี่ด้วยจรรยาบรรณ จะลองไม่เปิดดูเฟซดูอะไร ไม่ค้นหา อยากมาเจอวันนี้เลยว่าหน้าตาจะเป็นยังไง” 

แสดงว่าวันนี้จะได้เห็นว่าน้องโตมาเป็นยังไงครั้งแรก?

เหลือเฟือ : “ใช่ โซเชียลอาจจะเยอะ แต่ว่าผมไม่ได้ดูหลานผม ผมกล้าพูดเลยว่า ไม่เห็นหน้าหลานจริงๆ” 

สมัยเด็กๆ เล่นกันจบแล้วแยกย้ายกันไปเหรอ?

เหลือเฟือ : “คือช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงที่ต่างคนต่างงานเยอะพี่ก็งานเยอะ น้องหยก เราก็รับงานเยอะ พอเรารับงานมา เราก็จะให้พ่อมันดูแล คือไปรับเงินกับเขาเลย แล้วก็ไปหาคนนั้นคนนี้ เราจะบอกแม้กระทั่งว่าไปกองนี้ทำตัวอย่างนั้น แต่งานคู่ก็มีเยอะ งานแยกบางทีเขาเอาน้องหยกไปอัดเดี่ยว แล้วอาก็ต้องไปอีกรายการนึง” 

แล้วสุดท้ายเลิกทำงานด้วยกันได้ยังไง?

เหลือเฟือ : “มันเหมือนกับเลิกตอนที่คาเฟ่มันอ่อนจริงๆ กล้าพูดเลยว่าคาเฟ่ยุคนั้นคณะพี่สู้มาเป็นคณะท้ายๆ ในบรรดาตลกทั้งหมดแล้ว พี่หม่ำเลิกไปแล้ว พี่โน๊ตเลิกไปแล้ว ตอนนั้นทุกคนเลิกไปเอาทางทีวีหมดแล้ว พี่ก็พยายามสู้ในคาเฟ่ ทีนี้มันสู้ไม่ไหว เพราะว่าคณะเรามันก็ใหญ่ขึ้น พี่ทำวงเดินสายทั่วประเทศ ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ช่วงนั้นน้องหยกก็จะอยู่ด้วย ก็จะไปด้วยตลอด น้องหยกก็จะไปศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ อะไรอย่างนี้” 

ห่างกันไป 16 ปีภาพจำน้องหยกเป็นยังไง?

เหลือเฟือ : “หน้าแบนๆ ปากปลาร้าอะไรอย่างนี้ มันเป็นคนช่างพูด”

แล้วคิดว่าหน้าตาเป็นยังไง?

เหลือเฟือ : “ถ้าวาดภาพหน้าหยกโตขึ้น 1.หน้าตาต้องคล้ายพี่สุนารี ราชสีมา 2.เจนนิเฟอร์ คิ้ม หน้าหยกมันแบนๆ”

จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยมีภาพน้องหยกออกไปในโซเชียลแล้ว?

เหลือเฟือ : “ไม่ได้ดู ก็มีรายการอะไรโทรมาจะเอาน้องหยก เราก็บอกหาเบอร์ให้หน่อย ให้ลูกน้องแบบว่าหาเบอร์ให้ พี่ไม่มีเบอร์มันจริงๆ  ไม่รู้เฟซ ไม่รู้อะไรมันเลย เพราะเราก็ไม่ค่อยได้เล่นอะไรเยอะแยะมากมาย” 

พี่เหลือเห็นหน้าน้องหยกแล้วรู้สึกยังไง?

เหลือเฟือ: “โครงหน้าเก่า แต่ว่าถ้าเดินข้างถนนก็ไม่ทัก มันด็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่คนที่จะมาสูงขนาดนี้”

หยก : “ตอนนี้ 25 ปี แค่ถ้าเป็นหนู มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็นเขา เพราะมีอยู่คนเดียว แล้วโหนกเขาเหมือนกัปตันอเมริกา”

เหลือเฟือ : “ตอนเด็กมันตัวดำ ตอนนี้มันขาวขึ้น ไปเฮ็ดศัลยกรรมมารึเปล่า”

หยก : “ทำดั้ง กับทำคาง แต่อาจจะเพราะแม่หนูเป็นคนขาวด้วย”

16 ปีที่ห่างหายกันไป แทบจะไม่ได้ติดต่อคุณอาเลย เป็นเพราะอะไร?

หยก : “หล้งจากที่ออกมาหนูก็ย้ายตามพ่อ ตามแม่ไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วตั้งแต่แม่เสีย อาจจะเป็นเพราะว่าเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ด้วย แล้วหนูก็ไม่รู้ว่าอายังใช้เบอร์เดิมอยู่ไหม”

จำได้ไหม ตอนเราแยกจากอาเหลือ ตอนนั้นอายุเราประมาณเท่าไหร่?

หยก : “ป.4  ซึ่งมันนานมากๆ แล้ว ตั้งแต่ย้ายออกมาตอนนั้นหนูเองย้ายไปนู่น ย้ายไปนั่น ไม่ใช่ว่าลืมนะคะ แต่ไม่ได้คุย ไม่ได้ติดต่อเลย เพราะว่าเราเองก็เรียนด้วย แล้วพอเรียนจบไปหางานทำไปเรื่อย ก็เลยไม่/ด้โทรหา ไม่ได้อะไร แต่ว่าจำได้ไม่เคยลืม” 

พี่เหลือแอบน้อยใจไหม 16 ปีหลานไม่ตอดต่อมา?

เหลือเฟือ : “ไม่หรอก ถึงเวลาเราก็ต้องบอกมัน มีคนมาปรึกษาว่าอยากชวนน้องหยกไปทำเพลง เราก็บอกเขาตรงๆ ว่าเราติดต่อมันไม่ได้ ตอนนี้ไม่รู้มันอยู่ไหน แต่รู้ว่ามันอยู่กรุงเทพนี่แหละ เห็นญาติพี่น้องเขาบอก ก็บอกลูกน้องว่าถ้าเจอหยกก็บอก ถ้ามีเบอร์ก็เอาเก็บไว้หน่อยนะ เผื่อมีงาน มีการ มันยังรับงานหรือเปล่าไม่รู้”

มีมุมแอบคิดถึงหลานบ้างไหม?

เหลือเฟือ : “คนเคยทำงานร่วมกันมา ต่อให้เป็นลูกน้องเราก็คิดถึง ยิ่งเป็นหลาน อย่างน้อยมันก็คือหลาน เพราะเมื่อก่อนไปไหน น้องหยกคือโลโก้ เราก็พูดในซีดี วีดิโอตลอด  มึงจะตกอับ มึงจะได้ดีอะไร มึงก็คือหลาน ก็คิดถึง แต่ว่าเรามันต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างมีภาระที่ต้องทำ เพราะทุกคนโตขึ้น มันก็ไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน” 

ทีมงานเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กหยกลำบากมาก น้ำก็ต้องซื้อมาอาบ?

หยก : “ก็ตั้งแต่แม่เสีย ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลย ทีแรกเรียนอยู่ แล้วพ่อเปิดร้านรับซื้อของเก่า ไปทำแรกๆ คือมีเงินเลย มีรถ มีเงิน มีทุกอย่าง พอแม่เสีย ทุกอย่างพลิกผัน พ่อโดนโกงเอาร้านคืน แล้วพ่อก็มีครอบครัวใหม่ หนูก็อยู่ไม่ได้แล้ว ขอไปอยู่กับพี่ที่เลย เสร็จปุ๊บก็ย้ายมาอีกอยู่โคราช แล้วย้ายมาชลบุรีอีก ย้ายมาขอนแก่นอีก ย้ายไปย้ายมา แต่ตอนนั้นที่ไปอยู่ชลบุรีหนูเรียนอยู่ ม.5-ม.6  แล้วพอไปอยู่เหมือนเปิดร้านรับซื้อของเก่า แต่ว่าไปขอไฟแล้วไฟมันเข้าไม่ถึง พ่อบอกไม่เป็นไร เข้าไม่ถึงก็ไม่ต้องใช้ไฟ ก็คือใช้แบตเตอรี่ ใช้ตะเกียง แล้วก็โทรศัพท์หนูก็ไม่มีนะ ตอนกลางคืนนอนฟังวิทยุธานิน” 

ใช้ชีวิตแบบนี้มานานแค่ไหน?

หยก : “ประมาณ 2 ปี ตอนนั้นอยู่กับพ่อ น้อง แล้วก็แฟนใหม่พ่อ แล้วก็ลูกชายพ่ออีกคนนึง ก็คือพ่อมีครอบครัวใหม่ มีลูกใหม่” 

ที่บอกว่าย้ายไปนู่น นี่ คือย้ายไปกับคุณพ่อ?

หยก : “ก็คือว่าหลังจากพ่อเซ้งร้านที่ไม่มีน้ำ ไฟ หนูก็ย้ายกลับไปอยู่ขอนแก่น ย้ายของทุกสิ่งอย่างกลับไปถาวร ตั้งแต่เด็ก จนโต หนูไม่เคยอยู่บ้านตัวเองเลย ซึ่งจากในเมืองไปถึงบ้านหนู ระยะทางไป-กลับ ประมาณ 21 โล”

ที่บอกว่าไม่เคยอยู่บ้านต้วเองตอนนั้นเราไปอยู่ไหน?

หยก : “ก็มาเล่นตลกตั้งแต่อนุบาล 3 ก็คืออาเขามาเห็นแวว จำได้ว่าตอนนั้นอยู่บ้านญาติ”

เหลือเฟือ : “คือวันนั้นพี่จำหยกไม่ได้ด้วย คือพวกเราชาวคณะจะไปเล่นที่ขอนแก่น ก็เลยไปแวะที่บ้านน้องหยกก่อนที่จะเข้าขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดพี่นี่แหละ  พอแวะไป ปกติ เด็ก 3 ขวบ มันไม่กล้าที่จะมาหาคนแปลกหน้าหรอก นี่วิ่งมา พอเปิดประตูปุ๊บ อาเกมส์สวัสดีค่ะ พากันมาทำอะไร เราก็บอกว่ามาแสะกินข้าว อยู่กรุงเทพบ่มีกินบ่ มากินไกลแท้ เราก็เลยคืดว่าทำไมไอนี่มันพูดเป็น ก็ถามว่าลูกใคร ก็รู้ว่าเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องกัน ก็บอกให้เก็บซื้อผ้าขึ้นรถ เดี๋ยวพาไปอยู่กรุงเทพ ตั้งแต่วันนั้นเอาน้องหยกมายังไม่ถึงกรุงเทพนะ แวะเล่นวิลล่าก่อนเลย ก็โอเค ” 

ครั้งแรกที่เล่นเขาตื่นเวทีไหม?

เหลือเฟือ : “ตามธรรมชาติเลย หยกขึ้นไปเล่น เรารู้อยู่แล้วผิดมุกก็คือผิดมุก ตั้งแต่นั้นมาน้องหยกเกิดเร็วมาก”

ชีวิตของหยกตอนแรกดีเลย แต่มาสะดุดตอนเราเริ่มโต?

หยก : “ใช่ค่ะ” 

ย้ายบ้านตอนไหนที่ทีมงานบอกพี่ว่าเกือบถูกข่มขืน?

หยก : “คือตอนนั้นหนูย้ายกลับมาอยู่ที่ชลบุรีอีกรอบ เพื่อนบอกว่ามาช่วยร้องเพลงหน่อย แล้วตอนนั้นหนูก็ไม่รู้ว่าหนูจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งในตอนนั้นมีแค่คนรู้จักหนูเคยทำงานร้านสะดวกซื้อร้านนึง แล้วทีนี้เหมือนกับว่าพี่คนนี้เคยทำงานด้วยกัน สนิทกัน หนูก็บอกว่าหนูไม่รู้จะไปอยู่ไหน หนูไปอยู่ด้วยแพ๊บนึงได้ไหม เขาบอกมาๆ อยู่ด้วย เขาก็ดูแลเราดีนะ แต่พอทีนี้พี่คนนี้เขาเข้ากะดึก แล้วแฟนเขาก็ 40-50 แล้ว แล้ววันนั้นเรีป่วย ไม่สบายก็มาแบบอะไรอย่างนี้ ตอนนั้นโทรศัพท์ไม่มี มีแค่ซิมอย่างเดียว หนูเดินข้างถนนไปเจอพวกพี่ๆ นั่งทานหมูกระทะ หนูเลยบอกว่าพี่หนูขอความช่วยเหลือหน่อยหนูไม่ไหวแล้ว ไม่อยากอยู่ตรงนี้ ก็คือยืมโทรศัพท์เขาเพื่อจะเอาซิมตัวเองใส่ในโทรศัพท์แล้วก็โทรไปอยู่กับเพื่อน”

ตอนที่เราโดนลวนลาม ตอนนั้นเราหนีมายังไง พอจำได้ไหม?

หยก : “คือเขายังไม่ได้ฉุดกระชากลากแบบนั้น เขามีท่าทีหนูก็รีบลุก แล้วรีบเก็บข้าวของเดินไปตามทางถนน หลังจากนั้นไม่นานหนูไปทำงานที่ร้านหมูกระทะก่อนพอเริ่มเก็บเงินได้ประมาณ พันกว่าบาท หนูก็ซื้อโทรศัพท์พันกว่าบาทมาใช้ ก็มีเฟซบุ๊กก็เลื่อนดู นู่นนั่นนี่ เอาจริงๆ ชีวิตหนูไม่เคยคิดที่จะอยากมาอยู่กรุงเทพเลย เพราะหนูคิดว่ามันวุ่นวาย พอวันนั้นตัดสินใจถามพอว่าวันนั้นหนูว่าหนูตัดสินใจไปทำงานที่กรุงเทพละ”

พอตอนนั้นเราก็กลับมาอยู่กับคุณพ่อเหมือนเดิม?

หยก : “อยู่กับคนที่รู้จัก พ่อก็ให้เบอร์อาศรีหลอดมา หนูก็โทรหา อยากมาทำงานที่นี่ มีอะไรให้หนูทำบ้างไหม เขาก็บอกว่าเก็บของมาอยู่กับอาก่อน อยู่ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ คือหนูไปกินนอนบ้านอาศรีหลอด ตอนนั้นอาหลอดเขาทำน้ำพริก หมูฝอยขายด้วย อาอู๊ดเขาก็ติดต่อมาเป็นยังไงบ้างหลาน สบายดีไหม นู่น นั่นนี่” 

ตอนนั้นหนูเลือกที่จะโทรหาอาอู๊ดกับอาหลอด ทำไมไม่โทรหาอาเหลือ?

หยก : “เอาจริงๆ เมื่อก่อนนี้อาเขางานเยอะมากๆ ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนานมากๆ หนูก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แบบไหน สมัยที่ทำงานเขาก็ไม่ค่อยได้มาที่คณะ เพราะว่าไปถ่ายละคร ไปทำนู่น ทำนี่  อย่างอาหลอด อาอู๊ดนั่งรถตู้ก็นั่งคันเดียวกัน บางทีก็มีไปกินข้าวที่บ้านบ้าง เหมือนกับเราเล่น เราสนิทกันมากกว่า” 

ทำงานมาหลากหลายมาก เป็นแดนเซอร์ด้วย แต่ไม่ชอบเป็นเพราะอาย?

หยก : “บางทีเต้นแล้วก็ร้องเพลง แล้วบางทีลูกค้าก็บอกว่านั่นไง น้องหยกที่เล่นหนัง ช้างเพื่อนแก้ว มันก็รู้สึกจุกอกนิดนึง จากที่เราเคยขึ้นไปมีชื่อเสียง มีเงิน มีทอง แล้วอยู่ดีๆ เรามาอยู่ในจุดจุดนี้ ถามว่าหนูอายไหม หนูไม่เคยอาย ซึ่งหนูยินดีกับทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิกขึ้นกับชีวิตหนูมากๆ  เพราะว่า1.มันเป็นบทเรียน แล้วหนูก็ดูแลตัวเอง ซัพพอร์ตตัวเองมาได้ตลอด ไม่ว่าหนูจะทำอาชีพอะไรก็ตาม หนูคิดว่ามันเป็นอาชีพสุจริตทำแล้วไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร” 

ทุกวันนี้ยังมีคนจำเราได้?

หยก : “จำได้ ตอนที่หนูชีวิตเปลี่ยน หนูไปอยู่ที่โนอาแล้ว ด้วยความที่โนอากับพระรามเก้ามันอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วมีคนจำได้ว่า ไอ้หยกนี่ ก็มีลูกค้าเอ็นดู ทุกคนจำได้” 

มันมีข่าวลือมาว่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมา 16 ปี เพราะว่าไม่ลงรอยเรื่องผลประโยชน์หรือเปล่า?

เหลือเฟือ : “มันจะมีผลประโยชน์อะไรกับพี่ ไม่ได้เคลียร์กันเรื่องผลประโยชน์ เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกัน สิ่งที่น้องหยกมาอยู่กับเหลือเฟือเนี่ย คือน้องหยกไปรายการไหนก็แล้วแต่จะให้พ่อของน้องหยกไปสอนน้องหยกอีกทีนึง หรือบางทีเราจะให้คนมาดูแลไปงานอะไร แต่ทุกครั้งที่อัดรายการเสร็จ ตัวพี่เองจรรยาบรรณของตลก เราอยู่คณะด้วยกัน น้องหยกไม่ได้เติบโตมาแล้วอยู่ๆ ได้ออกทีวีเลย มันต้องเห็นใจพวกพ้องน้องพี่ที่สร้างเรามา ก็คือพวกตลกที่อยู่ด้วยกัน ยังไงก็แบ่งเวลามาหาคณะให้ได้ ตัวพี่เองอัดรายการอยู่ ไกลแค่ไหนก็ต้องตีรถมาเล่นคาเฟ่ เรื่องเงินมันไม่คุ้มหาอก แต่ให้ลูกน้องมีกิจกรรม ให้ลูกน้องได้มีงาน มีเงินตรงนี้ด้วย มันเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเรา คือตลกคาเฟ่ แต่เรื่องผลประโยชน์อะไรที่จะเคลียร์กับน้องหยกมันไม่มีหรอก”

หยก : “ในตอนนั้นหนูจำไมาได้หรอก ภาพในหัวหนูที่จำได้คือไปอัดรายการ ไปเล่นตลก แล้วไปทัวร์ต่างจังหวัดคือสนุกมาก” 

ในเรื่องของรายได้ที่เราได้รับ คุณพ่อก็จะเป็นคนดูแล?

หยก : “ใช่ค่ะ ถ้าเป็นคณะก็จะเป็นทิปรวม แต่ถ้าเป็นของหนูอาเขาก็จะให้เลย” 

ไม่เจอกัน 16 ปี มีอะไรอยากจะเคลียร์ใจกับคุณอาไหม?

หยก : “จริงๆ ไม่ได้มีนะ เพราะว่าเรื่องที่ผ่านมามันเป็นเรื่องที่นานเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งอันนั้นเป็นเรื่องที่หนูก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นหนูเด็กมาก ความคิดความอ่านหนูก็ยังไม่มี หนูก็ทำไปตามที่เขาบอก แต่คือทุกวันนี้หนูก็โคแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งมันไม่ได้มีอะไรที่เคลียร์”

เหลือเฟือ : “ไม่มีอะไรเคลียร์เลย” 

ทีมงานกระซิบเรื่องงานศพแม่หยก?

เหลือเฟือ : “เรารู้สึกเสียใจวันที่แม่น้องหยกเสียเราไม่ได้ไป ตอนนั้นเราติดงานอยู่ที่เชียงใหม่ ก็เลยให้ย่าไป บอกญาติพี่น้องไป บอกพ่อน้องหยกด้วยนะ ไปไม่ได้ติดงาน ก็รู้สึกเสียใจตอนนั้นที่ไม่ได้ไปร่วมงานศพ”

หยก : “ก็ไม่เป็นไร หนูเข้าใจว่าทุกคนก็ต้องมีงาน ต้องมีสิ่งที่ตัวเองต้องทำ เพราะว่าเขาไม่ได้รับผิดชอบแค่ตัวคนเดียว อาเขายังมีลูก ยังมีอะไรที่เขาต้องดูแลอีกเยอะแยะมากมายเลย” 

เหลือเฟือ : “ที่สำนึกเพราะอะไร เราสอนลูกหลาน เราสอนชาวคณะตลอดว่า อะไรก็แล้วแต่งานศพเนี่ยถ้าเราไปได้ไปนะ มันจะเห็นกันครั้งสุดท้ายนี่แหละ ต้องไป แต่ทีนี้เราไม่ได้ไปไง เราเลยคาใจ” 

ชีวิตหยกช่วงนึงดีมาก รับทิปวันนึงพัน สองพันจากพวงมาลัย?

หยก : “ค่ะ” 

แล้วเกิดอะไรขึ้นที่เริ่มเปย์เพื่อน เริ่มเที่ยว?

หยก : “หลงระเริง หนูทำงาน 2 เดือนเก็บเงินได้เกือบล้าน ก็ร้องเพลง มีคนมาเอ็นดู มีแฟนด้วย หนูคิดว่าเวลาเราดวงขึ้นตอนนั้นก็มีคนมาเอ็นดูเรามาคล้องทุกวันๆ วันละ 3-4 หมื่น” 

2 เดือนเก็บเงินได้เกือบล้าน เห็นว่าตอนนั้นหลงระเริงมาก จนติดยา?

หยก : “คือมีเพื่อน อ้นนี้หนูทำงานกลางคืนไม่ได้เหมารวมว่าทุกคนจะต้องเป็น ก็มีเลี้ยงเพื่อนอะไรด้วย หลายๆ อย่าง ไม่เคยคิดถึงอนาคตตัวเองซึ่งตอนนั้นมีค่ายเพลงมาติดต่อ แล้วไปออกอัลบั้มกับเขา แต่ด้วยความที่หนูไม่ได้คิดถึงอนาคตตัวเอง ก็คิดว่าตอนนี้อยู่ตัวแล้วนิ เงินเราก็มี ไม่ต้องไปดิ้นรนก็ได้มั้ง เพราะหนูคิดว่าวงการบันเทิงมันไม่ใช่ของเราแล้ว หนูคิดแบบนี้ ไม่เคยคิดว่าเวลาป่วยต้องมีเงิน ตอนที่มีเงินไม่เคยกลับบ้านด้วย”

 ตอนนั้นหมดเงินไปกับอะไรบ้าง?

หยก : “เลี้ยงเพื่อน เมาก็ใจใหญ่ ตัวเองไม่ได้กิน กินน้ำเปล่า อยากใช้ก็ใช้” 

พาไปจุดเริ่มต้นที่เราใช้ยาเสพติดด้วย?

หยก : “มีค่ะ แต่หนูไม่ได้ติด นานๆ ที เจอเพื่อน เฮฮาปาร์ตี้ แต่อาทิตย์นึงก็เที่ยวบ่อยเหมือนกัน เหมือนเราได้วันละ 5,000 แต่พอเราอัพ เราขาดงานไป 3-4 วัน มันขาดรายได้ไปเยอะเลยนะ แล้วเราจะมาใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ตลอดเหรอ มาคิดได้ตอนนั้นพ่อบอกว่ามีเงินไหม ยืมเงินหน่อย มาจ่ายค่างวดรถ แค่หมื่นเดียวหนูบอกไม่มี แต่กับเพื่อนยืมหน่อย นู่นนั่นนี่”

จุดนี้เป็นจุดที่เราคิดได้?

หยก : “หนูรู้สึกผิดมาตลอดชีวิต เอาจริงๆ สุดท้ายแล้วในชีวิตคนเราถ้าวันนีงเราเจออะไรก็ตาม สมมติถ้าวันนึงเรามีแฟน เราเลิกกับแฟน เราไม่สบายใจ สุดท้ายเรากลับไปพักใจที่บ้าน พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู ย่า ตา ยาย เขาก็ยังอยู่ตรงนี้ มันทำให้หนูคิดได้ในหลายสิ่งหลายอย่างว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัว หลังจากนั้นหนูเลิกทุกอย่างขาดหมดเลย”

ได้ฟังชีวิตหลานเป็นไงบ้าง?

เหลือเฟือ : “มันไม่ใช่สูตรสำเร็จของคนทั่วไปนะ ว่าพอมีอะไรแล้วต้องไปติดยา ทำไมต้องเป็นแบบนี้ อย่างชีวิตน้องหยก ถ้าฟังแล้วไม่ใช่แค่เราได้ยินแค่น้องหยกคนเดียว เราได้ยินมาเยอะ แต่เรารู้สึกว่ามึงด้วยอีกคนเหรอที่เป็นแบบนี้ ถ้าฟังแล้วคิดนะ น้องหยกโตไม่ทันที่อาจะสอนว่างานวงการบันเทิง ศิลปิน ดารา นักแสดง มันไม่มีอาชีพนี้หรอกจริงๆ มันคืองานอดิเรก พอเราได้เราต้องเก็บ”

หยก : “ใช่ เพราะตอนนั้นหนูไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นว่ามันต้องมี มันต้องเป็บนะ มาคิดได้ตอนตัวเองป่วย ร้กษาคัวเอง ที่ผอมอยู่ทุกวันนี้เป็นลำไส้แปรปรวน เป็นโรคกระเพาะด้วย หนูปอดไม่ดี หัวใจหนูอยู่ข้างขวา ไปเอ็กซเรย์ดูปอด หนูก็จะไอ มีเสมหะตลอดเวลา คือมันรักษาไม่หาย”

ตอนนั้นเราใช้เงินไปเยอะ ในวันที่เราป่วย เราไม่มีเงินเยอะมารักษาตัวเอง?

หยก : “เงินที่มีก็รักษาตัวเองหมดเลย” 

ความฝันของหยกคืออยากเป็นนักร้อง?

หยก : “อยากเป็นนักร้อง หนูคิดถึงงานในวงการมากๆ เลย” 

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow  ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

Related posts