“เคลลี่ ธนะพัฒน์” เปิดหมดใจ ความรักที่เพิ่งผ่านพ้น จากวันที่โลกมืดมิดสู่ชีวิตที่ใช้เวลาเยียวยา

คร่ำหวอดในวงการบันเทิงมากว่า 20 ปี สำหรับนักแสดงหนุ่มฝีมือเก๋า เคลลี่ ธนะพัฒน์ รับมาแล้วทุกบทบาท ทั้งพระเอก ตัวร้าย บทบู๊ บทตลก และล่าสุดเจ้าตัวได้กลับมาโชว์ฝีมืออีกครั้งในละครสุดเข้มข้น “เวราอาฆาต” ทางช่อง 8 กับบท “เรือง” ซึ่งเรื่องนี้เคลลี่ถึงกับบอกว่าหนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยแสดงละครมา

และเมื่อ มีโอกาสได้เจอตัวหนุ่ม เคลลี่ เลยพลาดไม่ได้ต้องขอคว้าตัวมานั่งพูดคุยกันถึงผลงานสุดท้าทายเรื่องนี้ พร้อมกับเปิดหัวใจหลังจากกลับมาให้ชีวิต “โสด” อีกครั้ง ต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวล กระทบชีวิตว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง

“เวราอาฆาต” เปิดตัวมาด้วยความหนักหน่วง เราในฐานะนักแสดงเป็นยังไงบ้าง?

“หนักนะ ท้าทายมาก ต้องใช้ทั้งร่างกาย และ สมาธิ เจอแต่อะไรโหดๆ ทั้งนั้นเลย บทนี้ต้องสู้กับคนอื่น ฆ่าคน ตบตีกับเมีย เรื่องอารมณ์ก็จะมีทั้งอารมณ์เก็บกดโดนรังแก อารมณ์แค้น อารมณ์ที่ต้องไปฆ่าคนโน้นคนนี้ หลากหลายอารมณ์มาก”

“ที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้เพราะว่าตัวละคร “เรือง” เป็นตัวละครที่มีความพัฒนา พัฒนาจากคนดี คนซื่อ ใครชวนไปทำอะไรที่ผิดก็ไม่ทำ ไปเจอคนที่ตัวเองรักเขาเป็นลูกกำนัน ก็โดนกีดกัน กลั่นแกล้ง โดนดูถูก โดนกดขี่ เพราะเรืองจน เป็นลูกกำพร้า สุดท้ายพลาดไปได้เสียกับ “ปลื้ม” จากนั้นชีวิตเปลี่ยนไปเลย จากการถูกกระทำมาตลอดทำให้เขากลายเป็นคนโลภ เป็นคนที่อยากก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ให้เหมือนคนที่รังแกเขา”

ละครเวราอาฆาต

“พอวันนึงก้าวขึ้นมาถึงจุดที่เป็นเหมือนคนที่เคยรัวแกแล้ว มันไม่จบแค่นั้น เพราะความเลวร้ายคูณเข้าไปอีก 10 เท่า ทำธุรกิจด้านมืด ทั้ง บ่อน ซ่อง ฆ่าสัตว์ ฆ่าวัว ฆ่าควาย  พอเวลาผ่านไปด้วยความชั่วที่ทำมาก็ถึงเวลากรรมตามสนองครับ”

“กรรมที่สนองก็มาในรูปแบบของปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งในครอบครัว ลูกๆ หรืออะไรต่างๆ เรื่องนี้เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าการทำชั่วอาจจะเสพสุขได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ จะเป็นแค่ความสุขที่อยู่ในความวุ่นวาย อยู่ในปัญหา ไม่มีทางเป็นความสุขที่ยืนยาวแน่นอน ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ถ้าเราเลือกทางที่จะทำเลวแล้ว ยังไงก็ต้องรับผลของมัน”

ความท้าทายที่สุดในการรับบทนี้คืออะไร?

“สำหรับผมเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ต้องถ่ายทอดออกไป อย่างตอนเป็นคนดีต้องโดนรังแกมันก็จะเหนื่อยมาก ไม่ใช่เหนื่อยแค่อารมณ์ แต่การถ่ายทำก็เหนื่อย โดนกระทืบ โดนเอาขี้กรอกปาก ไม่มีซีนไหนที่ไม่เลอะ หรือ ไม่ใช้แรงเลย ช่วงที่ต้องไปทำอาชีพโรงเชือดก็ต้องถ่ายทอดอารมณ์ความกลัว ความกดดัน พอมีเงินแล้วก็จะมีช่วงแค้น ช่วงร้าย อารมณ์รุนแรง ไม่พอใจใครก็ฆ่าด้วยความโหดร้าย”

“รวมทั้งความกลัว ความหลอนจากสิ่งที่ตัวเองทำมา เช่น ฆ่าวัว ฆ่าควาย เรื่องเวรกรรม มีอาการเหมือนสัตว์ที่เราฆ่า ต้องเดินสี่เท้า คลานจนมือถลอก เลือดออกไปหมด ร้องทรมาน โหยหวนเหมือนวัว เหมือนควายโดนเชือด โอ้โห! ใช้แรงเยอะมาก เหนื่อยมาก เครียดนะ เครียดมาก พอซีนท้ายๆ ร้องไห้แทบทุกฉาก แล้วทาง พี่บุ๋ม ปกาสิต ผู้กำกับ จากบทที่เขียนมาร้อย พี่บุ๋มเห็นว่าเรากล้าเล่นก็จัดเต็มกันไปเป็นสองร้อยเลย (หัวเราะ) ผมไม่เคยเล่นอะไรหนักขนาดนี้เลยนะ”

“ตัวเราเองเมื่อรับเล่นบทแบบนี้แล้วต้องเต็มที่ห้ามกั๊ก ห้ามกลัวว่าคนจะเกลียด ห้ามติดเรื่องภาพลักษณ์ เลวก็ต้องเลวให้เกลียดไปเลย เพราะฉะนั้นแต่ละฉากที่ออกไปต้องใช้พลังเยอะมาก รับรองว่าผู้ชมไม่ผิดหวังแน่นอนครับ”

ละครเวราอาฆาต

ช่วงหลังๆ มานี้เห็นบทบาทเราหลากหลายมาก มีเกณฑ์รับงานยังไงบ้าง?

“พยายามรับบทที่หลากหลายที่คนดูอาจจะยังไม่เคยเห็นเราแสดงครับ อย่างเวราอาฆาต ก็เป็นคนอารมณ์ร้าย ขณะที่อีกเรื่องที่ถ่ายไปก็เป็นนักธุรกิจเจ้าชู้เห็นแก่ตัว ส่วนอีกเรื่องก็เป็นคุณชาย เป็นเจ้า นิ่งๆ เลย เรียกว่าค่อนข้างหลากหลายครับ แต่พยายามไม่รับละครที่ต้องใช้เวลาถ่ายซ้อนๆ กันแล้ว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมารับละครทีละ 2 เรื่อง ทำงาน 7 วันมาตลอดเลย ขอรับทีละเรื่องแต่เป็นบทที่ท้าทายและหลากหลายมากกว่าครับ”

ขอถามถึงชีวิตในช่วงนี้บ้างเห็นทำบุญตลอดเลย?

“ครับ ปกติผมเป็นคนชอบไหว้พระ ทำบุญ อยู่แล้ว นอกจากทำบุญที่วัดก็ยังอยากที่จะเข้าไปช่วยเหลือในสถานที่ที่เราพอจะช่วยเหลือได้ อย่างล่าสุดก็ได้ไปร่วมบริจาคของให้กับทางโรงพยาบาลสนาม ก็พยายามจะทำเรื่อยๆ ช่วยซัพพพอร์ตในส่วนที่เราสามารถทำได้”

ขออนุญาตถามถึงสภาพจิตใจตอนนี้ เป็นยังไงบ้างกับการกลับมาใช้ชีวิต “โสด” อีกครั้ง?

 “เวลาช่วยเยียวยาให้ดีขึ้นครับ ผ่านช่วงที่รู้สึกแย่ที่สุดไปแล้ว”

ก่อนหน้านี้เคว้งแค่ไหนที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียว?

“ต้องบอกว่าสุดๆ ครับ เหมือนชีวิตว่างเปล่า ไม่มีจุดหมายเลย ไม่รู้จะก้าวต่อไปยังไง จะไปทางไหน หรือ จะทำอะไรต่อ เรียกว่ามึน มืดไปหมด ตื่นมาแต่งตัวยังไม่รู้จะใส่อะไรเลย จากที่เป็นคนชอบแต่งตัว กลายเป็นว่าไม่มีกะจิตกะใจ กินข้าวไม่ลง มีบางวันที่ผมไม่กินข้าวเลย อยู่แต่ในห้อง ไม่อยากทำอะไร”

เคลลี่ และ อดีตภรรยา

“แต่อย่างน้อยตอนนั้นยังดีที่มีละครที่เราต้องรับผิดชอบ จากการที่เราเป็นนักแสดง ทำอาชีพนี้มา 20 ปีแล้วมันเหมือนเป็นออโต้ ที่เราไปทำงาน เราก็ยังสามารถสวมบทนั้นได้ เรายังสามารถแยกแยะ และ อินกับตัวละครได้ เราทำงานได้เหมือนเดิม แต่พอเลิกงานก็เริ่มฟุ้งซ่าน คิดอะไรไม่ออก ดีที่เรื่องอื่นๆ คิดไม่ออก แต่เรื่องงานเรายังคิดได้ยังมีอินเนอร์และทำได้ครับ”

นานแค่ไหนกว่าจะฟื้นจากช่วงเวลานั้นขึ้นมาได้?

“หลายเดือนนะ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ เราเศร้ากันทั้งคู่แหละ อย่างตัวผมเองเครียด มีภาวะวิตกกังวล บางวันผมอยู่นิ่งไม่ได้เลยนะ เดินรอบกองถ่ายเลย บางทีอยู่ในห้องคนเดียวก็อยู่ไม่ได้ ต้องเดินออกมานอกบ้าน หรือ อยู่กองถ่ายคนเยอะก็อยู่ไม่ได้ มันเหมือนหายใจไม่ออก มันคืออาการเครียด วิตกกังวล คิดว่าเมื่อไหร่จะหาย แล้วถ้ามันไม่หายจะเป็นยังไง”

“ได้ไปคุยกับคุณหมอ จากเมื่อก่อนไม่เคยเชื่อเลยนะเรื่องโรคซึมเศร้าหรืออะไรต่างๆ เคยมองว่าโรคซึมเศร้าทำไมเป็นโรคยอดฮิตจังเลย ผมไม่เคยคิดจนเจอกับตัวเอง ผมก็คุยกับคุณหมอเขาก็จ่ายยาให้มา แต่พอทานยามันทำให้เรามีอาการซึมก็เลยไม่ค่อยอยากกิน เพราะกระทบเวลาทำงาน เวลาถ่ายละครเราเบลอ ก็เลยไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่”

“ตอนนี้เองก็ดีขึ้นครับ ด้วยเวลาที่ช่วยเยียวยาด้วย ได้อยู่กับเพื่อนฝูง ได้ทำงาน แต่พอมาเจอช่วงโควิดอีกก็เลยต้องหากิจกรรมทำออกกำลังกายไป อะไรไป บางคนถ้าเขาสังเกตเขาก็จะดูออกว่าเราอาจจะยังดูเศร้านะ แต่บางคนก็บอกว่าไม่เห็นรู้สึกว่าเราเป็นอะไรเลย เพราะเรายังรับผิดชอบงานได้ เพื่อนนักแสดงบางคนก็ดูออกดูจากสายตาเราแต่เขาก็คงไม่กล้าถาม”

เคลลี่ ธนะพัฒน์

“เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก ผมกับน้องเองต้องบอกก่อนว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกันแต่เราไม่ได้ตัดขาดกันนะ เราก็รักกัน แต่ไม่ได้คุยเพราะเราต้องให้สเปซกันและกันให้ได้ปรับตัวปรับใจกัน

หลังจากความรักครั้งนี้ผ่านพ้นไป มุมมองความรักเปลี่ยนไปไหม?

“อาจจะทำให้เราคิดเยอะขึ้น อย่างแรกเรากลับมามองที่ตัวเองว่าเรามีอะไรที่ต้องปรับไหม เพราะเราจะไม่โทษใคร ปกติผมไม่ใช่คนที่จะมานั่งโทษใครอยู่แล้ว แต่จะกลับมามองตัวเองมากกว่าว่านิสัยเรายังต้องปรับอะไรตรงไหนบ้างถ้าเราจะใช้ชีวิตคู่กับครสักคนนึง แต่เราไม่สามารถพูดได้แบบตายตัวหรอกว่าจะต้องทำอะไรยังไง เพราะเรื่องความรักมันไม่ตายตัว มันเป็นเรื่องที่พูดยากนะ แต่ละคน แต่ละครั้งไม่เหมือนกัน”

หลายคนชอบถามว่าผมเข็ดความรักไหม ก็ไม่ได้เข็ด ผมมองว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม ผมเชื่อมั่นในความรัก ผมอยากมีคู่ชีวิตที่อยู่เป็นเพื่อนกันไปจนแก่ คอยให้กำลังใจกันและกัน ผมก็อยากมีครับ” 

ต้องบอกว่าขอส่งกำลังใจให้ “เคลลี่” ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ สำหรับแฟนๆ ของเคลลี่ก็อย่าลืมส่งกำลังใจให้หนุ่มคนเก่งคนนี้กันผ่านหน้าจอ ติดตามชมละคร “เวราอาฆาต” รับรองว่าเรื่องนี้นอกจากดุเด็ดเผ็ดมันส์แล้วยังแฝงแง่คิดดีๆ เพียบ ไม่ทำให้แฟนละครผิดหวังอย่างแน่นอน

Related posts