“มิว ศุภศิษฏ์” ลูกชายอินดี้กับคุณแม่ผู้เฟรนด์ลี่ยืนหนึ่ง

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” หนุ่มหล่อขวัญใจสาววายทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์ดัง “TharnType The Series เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซะดีๆ” ที่ประกบคู่กับ “กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” และจับมือกันกลายเป็นกระแสคู่จิ้นสุดฮอต #มิวกลัฟ รวมทั้งยังฝากผลงานในฐานะนายแบบโฆษณา พระเอกมิวสิกวิดีโอ รวมทั้งการร้องเพลง ที่ล่าสุด เขาได้มีผลงานซิงเกิลใหม่ “บอกฉัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ JOOX Original 100×100 SEASON 3 SPECIAL แต่ไม่ใช่แค่ผลงานในวงการบันเทิงเท่านั้น มิวยังได้ชื่อว่าเป็น “ว่าที่ดอกเตอร์” เพราะกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ด้วย เรียกว่าเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีบุคคลสำคัญคนหนึ่งอยู่เบื้องหลังเสมอ นั่นคือ “แม่” ดังนั้น จึงนัดพูดคุยกับนักแสดงและศิลปินมากความสามารถผู้นี้ พร้อมกับคุณแม่ ผู้ซึ่งถ่ายทอด “ความเฟรนด์ลี่” ให้ลูกชายใช้เป็นอาวุธลับในการเดินทางบนเส้นทางศิลปิน

มิว ศุภศิษฏ์ และคุณแม่ศุภร จงชีวีวัฒน์

มิวกับหม่าม้า

“ตอนท้องเราก็ดีใจที่จะเป็นแม่คนแล้ว แต่เราก็ไม่ทราบว่าลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ตอนคลอดออกมาพอรู้ว่าเป็นผู้ชาย เราก็ดีใจ เพราะว่าเราอยากให้ลูกคนโตเป็นผู้ชาย คือวางแผนกับปะป๊าว่าอยากมีลูกสองคน มีผู้ชายเป็นคนโต แล้วก็ผู้หญิงเป็นคนเล็ก ก็คือพอแล้ว พอคลอดแล้วเป็นลูกชาย ก็ถือว่าสมปรารถนาไปหนึ่งอย่างแล้ว” คุณศุภร จงชีวีวัฒน์ “หม่าม้า” ของมิวเล่าถึงความยินดีครั้งแรก เมื่อลูกชายถือกำเนิด

เมื่อถามถึงวีรกรรมสุดแสบตามสไตล์เด็กผู้ชาย หม่าม้าบอกว่า มิวเป็นเด็กที่ซนเหมือนเด็กทั่วไป วีรกรรมที่น่าปวดหัวมีไม่มาก นอกจากการเข้าเกียร์รถยนต์ป้ายแดงคันใหม่ของบ้าน จนรถชนโรงรถ เมื่ออายุได้เพียง 2 ขวบ

“ขึ้นรถปุ๊บเธอก็ลากเข้าเกียร์เลย จะเป็นวีรกรรมนั้นที่ตกใจกันที่สุด รถชนโรงรถเลย” หม่าม้าเล่า

“2 ขวบกว่าก็ขับรถแล้วครับ กำแพงบ้านร้าวเลย” มิวเสริมพร้อมหัวเราะเสียงดัง

“แล้วรถคันนี้ใครจับต้องชนหมดนะ 13 ครั้งน่ะ คันนี้ ก็เลยต้องขาย เพราะว่าชนเยอะเหลือเกิน” หม่าม้าเล่าถึงบทสรุปของรถคันนั้น

คุณแม่สายเฟรนด์ลี่

เมื่อถามมิวถึงความประทับใจของเขาที่มีต่อหม่าม้า เขาบอกว่า ภาพแรกที่เขานึกถึงเกี่ยวกับหม่าม้าคือ “รอยยิ้ม”

“หม่าม้าเป็นคนยิ้มง่าย เราก็จะจำภาพเวลาหม่าม้ายิ้ม เหมือนเวลากลับบ้านไป เขาก็จะยิ้มไปเล่าเรื่องไปตลอด ตั้งแต่เด็กเราก็จะเห็นว่า เขาจะมีความร่าเริงสดใส ไม่ว่าจะกับเราหรือกับใครก็ตาม ผมประทับใจในความเฟรนด์ลี่ของหม่าม้ามากๆ หม่าม้าจะเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะไปไหน ไปห้าง หรือเวลาไปวัด อย่างเมื่อก่อน เวลาเราไปเที่ยวกับทัวร์ เขาก็จะรู้จักคนทั้งทัวร์เลย” มิวเล่าพร้อมหัวเราะ เมื่อพูดถึงคาแรกเตอร์สุดคลาสสิกของมนุษย์แม่ นั่นคือการผูกมิตรกับคนทั่วไป นอกจากนี้ หม่าม้ายังเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับเขาในทุกช่วงเวลา และสอนให้มิวมีระเบียบวินัย รู้จักจัดสรรเวลามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

“ตั้งแต่เด็ก หม่าม้าจะเป็นคนที่สอนวาดรูป ระบายสี หรือถ้าทำการบ้าน หม่าม้าจะเป็นคนสอน เพราะถ้าปะป๊าสอน ปะป๊าจะสอนผิดหมดเลย ปะป๊าเคยสอนภาษาไทยผม ตอน ป.1 หรือ ป.2 ไม่รู้ ทั้งหน้า ผิดทุกข้อเลย ก็เลยให้หม่าม้าสอน ไม่ให้ปะป๊าสอนแล้ว” มิวยังคงเล่าเรื่องฮาในวัยเด็กอย่างต่อเนื่อง

ลูกชายที่แม่ภาคภูมิใจ

แม้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หม่าม้าจะถือเป็นคุณแม่มือใหม่ แต่หม่าม้าก็เล่าว่า มิวเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย ไม่มีเรื่องให้หนักใจ นอกจากการเริ่มติดเพื่อนเมื่อเป็นวัยรุ่น ซึ่งก็ไม่เกินความสามารถในการรับมือของหม่าม้า ในทางกลับกัน หม่าม้าเล่าว่ามิวไม่เคยทำให้หม่าม้าเสียน้ำตาเพราะความผิดหวัง แต่มักจะเป็นน้ำตาแห่งความปีติมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการเรียนปริญญาเอก ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หม่าม้าบอกว่าภูมิใจที่สุด

“ถ้าจะภูมิใจสำหรับแม่ก็น่าจะเป็นเรื่องเรียน เพราะเราจะบอกเขาว่า ยังไงความรู้มันก็ยังอยู่ที่ตัวเขา ก็จะเป็นเรื่องนี้มากกว่า แล้วเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะรับอะไรได้เยอะ มีความพยายามตั้งใจให้ดีที่สุด เราก็ภูมิใจกับตรงนี้ของเขา ที่บางครั้งมีอุปสรรค แต่เขาก็ผ่านมาได้” หม่าม้ากล่าว

เรียนรู้จากกันและกัน

โดยทั่วไป คำถามสุดคลาสสิกในวันแม่ที่ลูกมักจะถูกถามอยู่เสมอ คือ “คำสอนของแม่ที่จำขึ้นใจคืออะไร” แต่ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคือการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมๆ กัน เช่นเดียวกับมิวและหม่าม้า ที่ทั้งคู่ต่างซึมซับตัวตนของกันและกัน และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปปรับใช้ในชีวิต

“ผมเรียนรู้จากหม่าม้าเรื่องความเฟรนด์ลี่ เข้ากับคนได้ง่าย เพราะว่าผมเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นยากตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว พอเราเข้ามาทำงานในวงการหรือว่าต้องมาเจอคนเยอะมากขึ้น เราก็จะจำจากคุณแม่มาว่าต้องทำอย่างไร เราต้องคุยกับคนอื่นอย่างไร ผมก็เป็นคนที่โลกส่วนตัวสูงมากๆ ชอบอยู่กับตัวเอง ชอบทำอะไรคนเดียว แต่เวลาทำงานต้องเข้าหาคนหลายๆ คน ต้องทำอะไรร่วมกับคนอื่นด้วย หรือว่าต้องผูกมิตรกับคนอื่นๆ แต่ถึงเวลาพอทำจริงๆ มันไม่ได้รู้สึกฝืนนะ มันดีด้วยซ้ำที่เราได้ไปศึกษาคนอื่นๆ เพิ่ม ได้เรียนรู้ชีวิตของเขามากขึ้น ได้ทำความเข้าใจเขา มันทำให้เรารู้ว่าคนอื่นๆ เวลาที่เขาตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง มันเกิดจากอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าสิ่งที่เลือกมันจะออกมาดีหรือไม่ดี แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ามันมาจากอะไร เราก็จะได้เรียนรู้มากขึ้น” มิวกล่าว

สำหรับหม่าม้าของมิว การดูแลลูกชายคนนี้ทำให้เธอเรียนรู้เรื่องการปรับความคิดและการรับฟัง

“ตอนที่เขาเล็กๆ เขาอาจจะฟังเรามากกว่า เราจะพูดอะไรก็โน้มน้าวง่าย ตอนนี้ก็ต้องมีเหตุผล แล้วเราก็ต้องฟังเหตุผลของเขาเหมือนกัน เปลี่ยนความคิดไปด้วยกันว่า ตรงนี้เราอาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้แล้ว เราเกิดในอีกยุคแล้ว แล้วก็ต้องฟังเขา ต้องฟังกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ปรับปรุงให้จูนเข้าหากันได้ดีที่สุด เราทุกคน ปะป๊าด้วย น้องด้วย เราก็อยากให้ครอบครัวของเรามาจอยกันได้ ทุกคนก็จะมีเรื่องกันหมดทุกคน เพียงแต่ว่าเราจะเข้าหากันแบบไหนให้อบอุ่นทั้งครอบครัว” หม่าม้าอธิบาย

เมื่อถามถึงภาพของลูกชายในอนาคตที่หม่าม้าอยากจะเห็น หม่าม้าบอกว่า ด้วยความที่มิวมีความสามารถหลายอย่าง ทำให้ตอนนี้เขามีแผนการในอนาคตมากมาย ดังนั้น หม่าม้าจึงอยากจะมองไปข้างหน้าพร้อมกับลูกชายคนนี้มากกว่า ส่วนมิวก็บอกว่า เขาอยากมอบรางวัลแม่ดีเด่น สาขาดูแลลูกดีมากๆ ให้กับหม่าม้ามากที่สุด

“หม่าม้าจะเป็นคนที่ดูแลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เรื่องสุขภาพ การเล่นต่างๆ เขาจะเป็นคนที่คอยอยู่เฝ้าตลอด ไปเล่นบ้านเพื่อนก็ไปส่ง ไปนั่งเฝ้า คอยดูแลเทคแคร์หมดเลย ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เกิดมา ขอบคุณมากๆ ที่ทำให้ได้มาอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็ได้มาเจอสิ่งดีๆ เต็มไปหมดเลย ดีใจมากๆ แล้วก็ดีใจที่ได้มาอยู่ในครอบครัวนี้” มิวกล่าวปิดท้าย

Related posts