“ตี๋ ธนพล” กับเส้นทางนับสิบปีที่ต้องฝ่าฟัน เปิดอกเรื่องหัวใจยิ่งเจ็บปวดยิ่งเติบโต

เป็นนักแสดงดาวรุ่งที่มาแรงมากๆ สำหรับหนุ่มฮอต ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ พระเอกหน้าใสที่ตอนนี้เข้าไปนั่งในใจแฟนๆ หลายๆ คนเป็นที่เรียบร้อย และเร็วๆ นี้ เจ้าตัวกำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องแรกออกมาเซอร์ไพรส์แฟนๆ นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง “ส้มป่อย” ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ฉบับล้านนา ที่จะพาทุกคนมาม่วน บ้า ฮาไปกับส้มป่อย สาวโสดที่ใครก็ต้องตกหลุมรัก จากค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส 

ซึ่งในเรื่องนี้ตี๋พลิกทุกบทบาทมารับบทหนุ่มสุดกวนพ่วงด้วยบทบาทร่างทรงสุดท้าทาย งานนี้  พลาดไม่ได้ ขอคว้าตัว ตี๋ ธนพล มาพูดคุยกันถึงผลงาน และเปิดทุกมุมมองเจ๋งๆ กว่าจะมาเป็นหนุ่มฮอตในวันนี้ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย พร้อมเปิดเรื่องหัวใจที่หลายคนอยากรู้ว่าเป็นยังไงบ้าง

เรื่อง “ส้มป่อย” รับบทเป็นใคร และการทำงานเป็นยังไงบ้าง?

“เรื่องนี้รับบทเป็น “แซ้ป”  ครับ เป็นหนุ่มเหนือที่ค่อนข้างกวน ทั้งการแต่งตัว การพูดจะกวนมาก อารมณ์ดี ขี้เล่น และรักเพื่อนมากๆ จริงๆ บุคคลิกของตัวแซ้ปก็จะมีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่างจากตัวตี๋ ส่วนที่เหมือนคือเป็นคนเหนือ มีความขี้เล่น ชอบแหย่ ชอบแกล้งคนอื่น แต่ส่วนที่ต่างก็คือ แซ้ปเขาจะมีความโผงผาง คิดยังไงก็พูดแบบนั้น ตรงๆ ไปเลยครับ”

“การมาร่วมงานเรื่องนี้คือ พี่มะเดี่ยวเขาก็ทำหนังภาคเหนือ เขาก็เห็นว่าเราเป็นคนเหนือน่าจะถ่ายถอดบทนี้ออกมาได้ดีก็เลยได้เข้ามาแคสติ้ง จริงๆ ได้ลองทั้งบทหนุ่มกรุงเทพ และบทอื่นๆ สุดท้ายแล้วก็ลงตัวที่บทหนุ่มเหนือคนนี้ครับ ในพาร์ทของการทำงานตี๋ก็ใส่เต็มมาก ต้องบอกว่าเกร็งมากๆ เหมือนกันครัย แต่โชคดีที่เรามีพี่ๆ ทุกคนคอยสอน คอยละลายพฤติกรรม แต่ก็ทำได้ออกมาเกินที่ตัวเองคาดไว้ ที่กังวลมากในตอนแรกคือตัวแซ้ปเขาเป็นร่างทรงด้วย เราก็ลองเวิร์คช็อป ลองพูด ลองแสดงให้ผู้กำกับดู ว่าสำเนียง คาแร็กเตอร์ที่เราแสดงออกมา เขาชอบแล้วหรือยัง ก่อนจะลงตัวก็ลองเป็นร่างทรงในหลายๆ คาแร็กเตอร์ จนได้ที่คิดว่าโอเค แล้วก็มาปรับเป็นแบบของเราครับ”

ทำการบ้านยังไงกับการต้องสวมบทเป็นร่างทรง?

“ตัวตี๋เองเคยมีประสบการณ์เจอร่างทรงประมาณ 2 ครั้ง ก็เลยคิดภาพออกว่าเขามีท่าทางยังไง การนั่ง การเข้าร่างอะไรแบบนั้นประกอบกับหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ลด้วยในส่วนของรายละเอียด อย่างเรื่องการทำพิธีกรรมต่างๆ ก็ทำการบ้านหนักเหมือนกันครับ เหมือนเป็นการเปิดโลกเรื่องการแสดงของตี๋เลย เพราะก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ตี๋จะได้เล่นบทนักเรียน หรือ วัยรุ่นทั่วไปที่ใกล้กับตัวเรามากกว่า แต่เรื่องนี้พลิกไปมากเลย”

ตี๋ ในบทร่างทรง

สำหรับเราภาพยนตร์ ส้มป่อย มีความน่าสนใจยังไงบ้าง?

“ตี๋ว่าบ้านเราไม่ได้มีภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องราวทางภาคเหนือเยอะ นานๆ จะมาทีนึงและเรื่องนี้พิเศษขึ้นไปอีกเพราะเป็นเหนือร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาษากลางน้อยมาก นอกนั้นเหนือล้วน กลิ่นอายทั้งหมดจะเป็นความเหนือ มีทั้งวัฒนธรรมน่ารักๆ ที่อาจจะไม่เคยเห็นกัน แต่ไม่ใช่ว่าคนภาคอื่นจะดูไม่รู้เรื่องนะครับ (หัวเราะ) ดูได้ทุกคน เส้นเรื่องก็มีความเข้มข้นครบทุกรสเลย”

หลายคนไม่รู้ว่าจริงๆ ทำงานในวงการมานานมากแล้ว?

“ครับ ถ้านับจากการเล่นซีรีส์เรื่องแรกก็ประมาณ 4-5 ปี แต่ถ้านับตั้งแต่เริ่มประกวด เริ่มเดินแบบ ถ่ายโฆษณา ก็เกือบ 10 ปีแล้วครับ ตี๋เดินทางสายประกวดตั้งแต่อายุประมาณ 13-14 เลย”

แสดงว่าเรารู้ว่าชอบทางนี้ตั้งแต่เด็กเลยเหรอ?

“ถามว่าชอบไหม สำหรับตี๋ก็กลางๆ ครับ แต่ตี๋อยากทำงานตั้งแต่เด็ก อยากหาเงินเพื่อเอาไปดูแลครอบครัว ก็เลยมองว่าสิ่งที่เราทำได้น่าจะเป็นงานด้านการแสดงที่เราทำแล้วได้เลย เพราะตอนนั้นเรายังเด็ก ก็เลยเลือกจะทำงานเดินแบบ ถ่ายโฆษณามาเรื่อยๆ”

ตี๋ จากภาพยนตร์ ส้มป่อย

กว่าจะได้เงินก้อนแรกจากการทำงานมาก็ยากเหมือนกันใช่ไหม?

“ยากมากครับ จริงๆ มันคือการลงทุน ตอนนั้นตี๋เริ่มเดินแบบได้ประมาณ 800 บาท ต่อวัน สำหรับเด็กก็ถือว่าเยอะเพราะตอนนั้นเราได้เงินไปโรงเรียนวันละ 80 บาท พอเราทำงานได้ก็ดีใจ แต่ถ้าคิดจริงจังก็ไม่คุ้มหรอกครับตอนนั้น เพราะเหมือนเราออกไปทำงานก็ต้องใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในวันนั้น สรุปเงินที่ได้ก็ถูกใช้จ่ายในการไปทำงานหมดไป (หัวเราะ) ตอนแรกตี๋แคสงานกว่า 40 ตัว ถึงจะได้งานสักตัวนึง พอได้ตัวแรกก็เริ่มได้งานต่อๆ มา ตอนไปครั้งแรกๆ คือ ไม่กล้าเลย สั่นมาก แต่เราก็คิดว่าแต่ละคนที่มามีแต่คนหน้าตาดีมีความสามารถทั้งนั้น ถ้าเรามัวแต่กลัวเราก็ไม่ได้เงินนะ หลังจากวันนั้นมาก็พยายามาทำให้ดีขึ้น จนมาถึงงานตัวที่ 40 ที่ได้เป็นงานแรกนั่นแหละครับ”

“เพื่อนๆ หลายคนของตี๋ก็มีล้มเลิกความตั้งใจไประหว่างทางเหมือนกัน แต่สำหรับตี๋ ไม่ยอมแพ้นะครับ เพราะถ้าเรายอมแพ้ในจุดใดจุดหนึ่งของชีวิตเราจะไม่มาถึงจุดนี้แน่นอน เรามีความท้อในตัวเองแต่เราต้องไม่ถอย เศร้าก็ได้ ปากอาจจะบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่ทุกวัน สักวันก็จะสำเร็จเอง อย่างช่วงแรกๆ ตอนนั้นเด็กมาก พูดตรงๆ เรื่องความสามารถแทบจะทำงานยังไม่ได้เลย แต่เราได้รับโอกาสมาเราก็ต้องไปพัฒนาฝีมือตัวเอง เสริมทั้งเรื่อง แสดง เรื่องร้อง ลองผิดลองถูกเพราะเราก็ไม่ได้มีเงินเอาไปเรียนการแสดง เราใช้วิธีครูพักลักจำเอา อาจจะช้าหน่อยแต่ก็โอเคครับ”

“จริงๆ ก็มีช่วงท้อที่รู้สึกว่าจะไม่เอาทางนี้แล้วเหมือนกัน แต่พอเริ่มที่จะไม่เอา จะหันหลังให้จริงๆ ก็เหมือนมีบางอย่างเป็นโอกาสให้เราได้ทำมันอีกครั้งน่ะครับ ผมเคยเรียนแล้วไม่มีงานทำเลยเป็นปี แล้วตัดสินใจว่าจะกลับไปเรียนเชียงใหม่ ไม่เอางานวงการละ จะกลับไปเรียนให้จบ อย่างน้อยก็ทำอะไรให้สำเร็จสักอย่างให้พ่อแม่สบายใจ ให้ได้ภูมิใจ เป็นของขวัญให้เขา แต่พอคิดจะยอมแพ้ดันสอบติด ม.เกษตรฯ เรียนได้สัก 2 ปี มีคนมาทาบทามให้ไปเล่นซีรีส์ ไปแคสแล้วก็ได้เล่น หลังจากนั้นเหมือนชีวิตเปลี่ยนไปทีละนิดๆ เริ่มประคองตัวเองได้ในระดับนึง”

ตี๋ ธนพล

“ตอนนี้ก็แฮปปี้มากแล้วครับ อย่างตอนแรกๆ ที่เราทำได้ รู้เลยว่าทำได้ไม่ใช่เพราะความสามารถแต่ทำได้จากกำลังใจของคนรอบข้างที่ดีมากๆ มากกว่า แต่พอทำงานผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผ่านเรื่องส้มป่อยมา ได้ผ่านละครกับช่อง 3 ได้ลงสนามที่เป็นของจริง ที่มืออาชีพเขาทำกัน หลังจากนั้นตี๋เลยรู้ว่าที่ผ่านมาฝีมือเราไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเลย เพียงแต่ว่าเรามีโอกาสที่ดีและทุกคนช่วย ตี๋เลยรู้สึกว่าเราจะไม่ทำให้เขาเสียใจที่เขาคอยช่วย คอยผลักดันเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำได้นั่นคือ พัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะให้ไปถึงระดับมาตรฐานให้ได้ ตอนแรกๆ ก็โดนด่าบ้างที่ยังทำได้ไม่ดีพอ (หัวเราะ) แต่พอมาตอนนี้เริ่มได้รับคำชมการปรับตัวเรื่องการแสดงบ้าง เริ่มมีมาตรฐานในการทำงานขึ้นมา เริ่มทำงานได้เหมือนเป็นกำลังใจให้พัฒนาต่อไปครับ”

ระหว่างที่โดนคำติเรื่องการแสดงมีความคิดไหมว่าหรือทางนี้ไม่เหมาะกับเรา?

“คิดครับ เพราะผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ผมเริ่มจากติดลบร้อย (หัวเราะ) เป็นคนขี้อาย ไม่กล้า เห็นกล้องคือไม่ถ่าย ไม่ชอบถ่าย เขินอาย ไม่กล้าเข้าสังคม แต่วันนี้ดีใจมากที่ทลายกำแพงนั้นของตัวเองได้แล้ว ตอนที่โดนด่า หรือ โดนติ ก็จะเก็บมาปรับปรุง เก็บมาเครียดระดับนึง แต่ไม่ให้กดดัน มันก็จะมีช่วงเฟลกับตัวเอง คิดว่าหรือว่าเราจะไม่เหมาะกับการแสดง ทำแล้วไม่ดีทั้งที่เราพยายามแล้ว แต่สุดท้ายมาพบว่าการแสดงไม่ได้ดีเพราะตั้งใจ แต่การที่จะแสดงออกมาได้ดีคือความเป็นธรรมชาติและความเข้าใจบทบาทที่เราต้องสวมบทนั้นจริงๆ แสดงว่าที่ผ่านมาเราตั้งใจเกินไป”

เริ่มเส้นทางนี้เพราะอยากทำงานหาเงิน แล้วตอนนี้ชอบอาชีพนี้หรือยัง?

“จริงๆ ผมมีเป้าหมายในชีวิต คือ ชอบเรื่องการค้าขายครับ พ่อเป็นพ่อค้า ผมก็เลือดพ่อค้าสูงมาก แต่สำหรับการแสดงผมรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ได้ทำ และรู้สึกว่าทำได้ ยังอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ สนุกกับการพัฒนาตัวเอง สนุกกับการก้าวข้ามกำแพงของตัวเองด้วยครับ ก็ตั้งใจว่าจะทำทั้งสองอย่างทั้งเรื่องการแสดงที่เราทำมาเป็นสิบปีเคารพในอาชีพนี้ จริงจัง อยากเข้าถึงบทบาทของตัวละคร อยากเรียนรู้ อยากให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่าเราคือตัวละครนั้นจริงๆ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแค่อยากได้เงินอย่างเดียว แล้วก็ทำตามฝันที่อยากมีธุรกิจของตัวเองด้วย คือ ทำสิ่งที่เรารักทั้งสองอย่างไปด้วยกันครับ”

ความฝันสูงสุดคืออะไร?

“อยากเป็นเจ้าของโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์สักชิ้นนึงขายทั่วประเทศครับ นั่นคือที่ฝันไว้นะ แต่เราต้องเริ่มจากการมีทุนก่อนก็จะค่อยๆ พัฒนาไปทีละจุดครับ”

จำเป็นต้องโด่งดัง มีชื่อเสียงไหม?

“ตอนเด็กๆ คิดครับว่าการมีชื่อเสียงโด่งดังจะทำให้เรามีเงินเยอะ แต่พอวันนี้ที่เราทำงานได้แล้ว เรากลับไม่คิดถึงเรื่องนั้นเลย คิดแค่ว่าจะทำยังไงให้งานออกมาดีที่สุด สื่อสารออกไปให้คนเห็นในตัวละครนั้นจริงๆ มากกว่า เรื่องเงินไม่ได้สนใจเลย สนแค่งานออกไปต้องดีเท่านั้นเอง สำหรับตี๋ความโด่งดังมันก็แค่นั้น ความสามารถต่างหากที่จะทำให้เราอยู่ได้นาน

ตี๋ ธนพล

มาถึงตัวตนจริงๆ ของตี๋บ้าง จริงๆ เป็นคนแบบไหน?

“กวนๆ ครับ เหมือนเป็นคนสองบุคคลิกนะ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักก็เหมือนเงียบๆ นิ่งๆ พูดน้อย ขี้อาย แต่ถ้ารู้จักกันแล้วคือกวนๆ ขี้แกล้ง ชอบแหย่คนอื่น บางทีก็พูดมากจนเพื่อนบอกหยุดพูดได้มั้ย ถ้าสนิทแล้วอาจจะบอกว่าไม่น่าสนิทกับมันเลย”

เป็นเด็กแสบไหม?

“ไม่แสบครับ แต่ดื้อ เช่น เขาบอกให้ทำอย่างนึง ตี๋จะทำอีกอย่างนึง เหมือนถ้าเรารู้ว่าเขาต้องการอะไรเราจะไม่ให้สิ่งที่เขาต้องการ จะไม่ทำให้ (หัวเราะ)”

มาเรื่องหัวใจบ้างตอนนี้มีสาวคุยหรือยัง?

“ความรักช่วงนี้ไม่มีเลยครับ อาจจะมีเคยคุยบ้างแต่เลิกรากันไปแล้ว ตอนนี้ก็โฟกัสเรื่องงานมากๆ เลยครับ”

ตี๋ มีมุมมองความรักยังไง?

“เมื่อก่อนตี๋เป็นคนรักใครก็รักแบบใช้สมองมากกว่าหัวใจ อย่างที่เคยคบมาคนแรกเราคิดเยอะ หลักการเยอะ ใช้แต่สมอง คิดว่าในอนาคตถ้าเราไม่ได้เจอกัน ต้องแยกกันแล้วมันจะเป็นยังไงต่อ ก็เลยชิงบอกเลิกเขาก่อน เหมือนเรากลัวไปก่อน แต่สุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พอเราไกลกันความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิม”

“คนต่อมาเราก็เปลี่ยน ในเมื่อครั้งแรกเราผิดพลาดที่ใช้แต่สมอง คราวนี้ก็ใช้แต่หัวใจเลย ไม่สนใจเลยว่าจะผิดหรือจะถูก ใช้ใจเข้าแลก ไม่ว่าเขาจะทำผิดมากี่ครั้งเราก็ให้อภัยเขา แบบยอมๆ ๆ จนสุดท้ายมีบางอย่างที่เหมือนว่าเราคิดได้ว่า เห้ย! ไม่ได้แล้วนะ มันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง มันบ่อยเกิน ไป เป็นสิบๆ ครั้ง จนเพื่อนไม่รู้จะด่าว่าไงแล้ว เราก็รัก ก็ยอมอยู่นั่นแหละ แต่พอเราโตขึ้นเราจะรู้ได้เองว่า ถ้าเขาจะเปลี่ยน เขาคงไม่เปลี่ยนเพราะเราหรอก เราก็เลยเลือกจะหยุด ต่อไปก็คงไมใช้สมอง หรือ หัวใจเพียวๆ แล้ว แต่คงจะต้องบาลานซ์ทั้งสองอย่างให้ดีควบคู่กันไป”

ตี๋ ธนพล

 ที่บอกเป็นสิบๆ ครั้งที่เป็นรูปแบบไหน เขามีกิ๊ก นอกใจเหรอ?

 “ก็ประมาณนั้นแล้วเราจับได้”

 คนต่อไปที่คิดว่าอยากจะคบต้องเป็นยังไง?

“อย่างที่บอกว่าคงต้องบาลานซ์ให้ดีและคงไม่มองแค่ด้านเดียว คนที่เข้ามาอาจจะต้องช่วยซัพพอร์ต เป็นกำลังใจให้เราได้ คอยสนับสนุนมากกว่าเข้ามาแล้วทำให้เราเครียด หรือ ทำงานไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนทุกเรื่องก็ได้ เรื่องไหนผิดก็บอกว่าผิด อยากได้คนที่คอยอยู่เคียงข้างและไม่ทิ้งในวันที่เราลำบากครับ แต่ตอนนี้ยังไม่เจอคนนั้นครับ ยังไม่ซีเรียส ก็ถ้าหาดีไม่ได้ก็ไม่มีดีกว่าครับ”

ก็เรียกว่าเจ็บมาเยอะ?

“เจ็บมาเยอะๆ (หัวเราะ) แต่ผมมองในแง่ดีว่าคนจะโตได้ไม่ได้มาจากสิ่งสวยงามเสมอไป แต่โตจากการโดนทิ่มแทง ยิ่งโดนทิ่มแทงเท่าไหร่เราจะยิ่งเรียนรู้แล้วโตมากขึ้นเท่านั้นครับ ตอนนี้ก็คบคนยากขึ้นมาก ยิ่งตั้งเป้าไว้สูงขนาดนี้ คงไม่มีใครเข้ามาได้ง่ายๆ หรอก ยากมากจริงๆ แต่ก็ยังเชื่อนะว่าถ้าเราเจอคนที่ใช่จริงๆ ที่เขาจริงใจแล้วมันจะไม่ยาก ถ้าเขาจริงใจเราจะผ่านกำแพงเราไปได้แน่นอนครับ”

สุดท้ายมีอะไรที่แฟนๆ จะได้ติดตามกันบ้าง อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ไหม?

“นี่เลยภาพยนตร์เรื่องแรกของตี๋นะครับ “ส้มป่อย” เป็นหนังรัก โรแมนติกที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย ถ้าใครที่ดูแล้วเชื่อว่าต้องหลงรักในความเป็นส้มป่อยทั้งเรื่องแน่นอน มีทั้งวัฒนธรรม ความน่ารัก การหยอดมุขเหนือๆ บางทีอาจจะได้วลีเด็ดมาใช้กันด้วย บางทีอาจจะเจออะไรที่ผิดคาดไปเกี่ยวกับสาวเหนือ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เร็วๆ นี้ครับ”

Related posts